GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คัดค้านการขายสัมปทานพลังงานไทย แชร์ไป! ให้คนไทยทั้งประเทศได้ดู






















“นายกรัฐมนตรี และคณะ จะเดินทางไปยังพม่าระหว่าง 9-10 ต.ค.นี้ เพื่อที่จะตกลงความร่วมมือด้านพลังงานร่วมกับไทยโดยเฉพาะการพัฒนาด้านระบบการค้าขายน้ำมันและไฟฟ้า ซึ่งไทยมีกลุ่มบริษัทพลังงานที่เข้มแข็ง คือ บมจ.ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)”

“พม่าเราพึ่งเขามากไปด้วยซ้ำ ปิดท่อก๊าซเมื่อไหร่เราตายแน่ เขาเองก็ต้องการความร่วมมือกับเรา เพราะเรามีกลุ่มพลังงานที่แข็งแรงอย่าง ปตท. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. และ กฟผ. พม่าเขาไม่มีไฟ มีน้อย ดังนั้น อยากให้เราไปช่วยพัฒนาไฟฟ้า และระบบปั๊มน้ำมันไม่ค่อยดีเหมือนเรา ปตท. ก็จะไปดู เรื่องจำหน่ายน้ำมันที่สนามบิน ดูเรื่องโรงกลั่นน้ำมัน นายกฯ ท่านก็จะไปพูดเรื่องความร่วมมือ ทั้งผลิตก๊าซ ไฟฟ้า ช่วยพัฒนาระบบค้าขายพลังงานในพม่าสำคัญมากเงินเป็นระดับแสนๆ ล้าน ถือเป็นโอกาสของไทยมากๆ”

นั่นเป็นคำพูดที่เปิดเผยออกมาจากปากของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ณรงค์ชัย อัครเศรณี ทำให้เห็นภาพว่าการเดินทางไปพม่าคราวนี้ วาระสำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ ความร่วมมือด้านพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องก๊าซและน้ำมัน ที่ใช้บริษัท ปตท. เข้าไปดำเนินธุรกิจ สำรวจปิโตรเลียม ตั้งโรงกลั่นน้ำมัน และธุรกิจปั๊มน้ำมัน เป็นต้น และแน่นอนว่านี่คือ"ผลประโยชน์นับแสนๆล้านบาท"ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุเอาไว้
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000116039




คนอีสานรู้หรือยัง ว่าเขาจะสัมปทานบ่อก๊าซบ่อน้ำมันใต้บ้านเรา
สัมปทานที่จะออกในรอบที่ 21 ในเดือน ต.ค.นี้ จะเป็นพื้นที่อีสานถึง 16 แปลง กินบริเวณกว้างในพื่นที่หลายจังหวัด ยังมีภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และในอ่าวไทย รวมทั้งสิ้น 29 แปลง

ข้อมูลจากงานรับฟังความคิดเห็นของกระทรวงพลังงานชิ้นนี้ ยังระบุว่า ใช้เงินลงทุน 3200 ล้าน ได้ก๊าซประมาณ 1-5 ล้านบาทลูกบาศก์ฟุต และน้ำมันดิบ 20-50 ล้านบาร์เรล ปิโตรเลียมทั้งหมดจะกลายเป็นของเอกชน! ทั้งที่คนไทยยังขาดแคลนพลังงาน

จากราคาก๊าซและน้ำมันในปัจจุบัน ก๊าซและน้ำมันของชาติที่เราต้องยกให้เอกชนมีมูลค่า 360,000 ล้านบาท ถึง 1,600,000 ล้านบาท แล้วคนไทยก็ต้องซื้อปิโตรเลียมจากแผ่นดินไทยในราคาตลาดโลกหรือสูงกว่า อาเซียนจึงใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตเพื่อรัฐจะได้ส่วนแบ่งปิโตรเลียมนี้มาใช้โดยไม่ต้องซื้อหา รายได้บางส่วนยังเอามาสร้างอนาคตทางการศึกษาให้เด็กไทยได้สบายมาก

เหตุนี้เองอาเซียนที่มีพลังงานไม่พอใช้จึงต้องเลิกใช้ระบบสัมปทานเพราะยิ่งทำให้เราขาดแคลนพลังงาน ถึงขุดมาได้ก็ต้องซื้อกลับมาในราคาแพง

สัมปทานป่า ป่าก็หมด คนไทยได้เห็นแต่ตอ สัมปทานพลังงาน พลังงานก็หมด คนไทยก็เหลือแต่ตัว สรุปว่า สัมปทานไทยฝรั่งเบิกบานใจ คนไทยกระอัก! เพราะเป็นความมั่นคงทางพลังงานของเอกชนที่แท้จริง

ขอย้ำอีกทีว่า ประชาชนมิได้ต่อต้านการขุดก๊าซขุดน้ำมัน แต่เราต้องการระบบที่โปร่งใสเป็นธรรมต่อชาติและประชาชนสัมปทานกันมากว่า 40 ปี ไม่มีใครเคยได้เห็นผลการประมูลว่ารัฐได้เงินเท่าไรหรือได้เคยเห็นสัญญาสัมปทานเลยแม้แต่ฉบับเดียว







วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สิบห้านาทีที่ดูคุ้มค่า "สถาบันกษัตริย์ทั้งอดีตและปัจจุบัน"


Post by Von Richthofen.

สิบห้านาทีที่ดูคุ้มค่าทุกนาที 
ดูแล้วจะรักสถาบันกษัตริย์มากยิ่งขึ้น  เราเป็นเราในทุกวันนี้และมีความเป็นไทยในทุกทิศทาง มีพื้นฐานมาจากสถาบันกษัตริย์ทั้งอดีตและปัจจุบันทั้งนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ทำไมต้องทำสมาธิก่อนนอนหรือตอนเช้า/ความลึกของฌานตามลำดับ

By Danai Chanchaochai
ทำไมต้องสมาธิก่อนนอนหรือตอนเช้า

มนุษย์สามารถสร้างอำนาจจิตของตนโดยพลังของผู้อื่นได้สามวิธีคือ
1) การอนุโมทนา
2) การเสริมสร้างพลังโดยมนุษย์ผู้ทรงพลัง
3) การรับพลังทิพย์จากต่างมิติ

1) การอนุโมทนา
ในทุกวัน ทุกเวลานาที รังสีจิตทั้งหลายในบรรยากาศจะมีทั้งรังสีหยาบ ละเอียด ดี ชั่ว วิธีที่จะเลือกดูดซับรังสีจิตที่ดีและประณีตเข้ามาในตนทำได้สามประการ คือ

1. เข้าใกล้ผู้มีพลังจิตที่ประเสริฐ

ทันทีที่เราเข้าใกล้ผู้มีพลังจิตอันประเสริฐ ด้วยความชื่นชม ยินดี อนุโมทนา อานุภาพจิตของท่านจะเหนี่ยวนำเราให้ปรับสภาวะเข้าสู่ความประเสริฐดั่งท่าน ด้วย เสมือนเหล็กธรรมดา ที่เข้าไปอยู่ในรัศมีสนามแม่เหล็ก ย่อมถูกเหนี่ยวนำให้เป็นแม่เหล็กอ่อนๆ ได้ด้วยกระนั้น

ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าบรมครูจึงตรัสว่า การพบเห็นสมณเป็นมงคลแห่งชีวิตประการหนี่ง

ในขณะเดียวกันถ้าจิตยังไม่ยิ่งใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับคนที่มีอำนาจจิตทรามด้วย ดังคำสอนเรื่องมงคลแห่งชีวิตประการแรกที่ว่า ชีวิตจะได้ดีนั้น สิ่งแรกเลยที่จะต้องทำให้ได้ คือ อย่าส้องเสพสมาคมกับคนชั่ว คนพาล จงเสวนาสมาคมกับบัณฑิต

เมื่อทำได้ดังนี้ ความดีอื่นๆ ในชีวิตก็จะตามมาอีกมากมาย

2. ในทุกขณะจะมีคนทำความดีอยู่เสมอ
พึงระลึกถึงบุคคลเหล่านั้น แล้วอนุโมทนาสาธุ

การอนุโมทนากับภาวะที่ดีใดจะทำให้ท่านยกระดับจิตของตนให้ใกล้เคียงกับภาวะ นั้นด้วย และหากเขาเหล่านั้นอุทิศส่วนกุศลให้เป็นการทั่วไป ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา เมื่อท่านอนุโมทนา ท่านก็จะได้ดูดซับพลังแห่งคุณความดีเข้าไว้ในตนทันที เป็นการทำบุญทางลัดอย่างหนึ่ง

บุคคลที่ทำความดีมหาศาลที่เราพึงระลึกเสมอๆ คือ พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อเป็นแบบอย่าง เป็นอาทิ

3. จัดเวลาฝึกตนให้สอดคล้องกับท่านผู้มีอำนาจจิต หรือชนส่วนใหญ่

จากการวิจัยพบว่าเมื่อคนหลายคนมาฝึกจิตร่วมกัน ในทิศทางการฝึกเดียวกัน อานุภาพจิตโดยรวมในบรรยากาศจะมีพลังมาก อย่างน้อยเท่ากับกำลังสองของจำนวนคน

เช่น ฝึกจิตร่วมกัน 9 คน พลังรวมของรังสีจิตในบรรยากาศจะเท่ากับ 9 * 9 = 81 คน เป็นต้น

ดังนั้นจะเป็นการฉลาดที่จะฝึกตนให้ตรงกับที่คนส่วนใหญ่ในสังคมฝึก หรือตรงกับที่ท่านผู้ทรงพลังจิตฝึก

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วง 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม
และ ตี 3 ถึง 6 โมงเช้า

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว พลังจิตชั่วร้ายในบรรยากาศจะมีน้อยมาก และพลังจิตอันประเสริฐจะเข้มข้นมาก เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนทั้งหลายพักกิจกรรมและพักผ่อนแล้ว และผู้ฝึกตนกำลังฝึกจิตกันอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนตี 3 ถึง 6 โมง คนส่วนใหญ่ยังหลับอยู่ มีเฉพาะผู้ฝึกตนเท่านั้นที่กำลังทำกิจฝึกจิตกันอยู่ ในเวลาดังกล่าว ถ้าท่านตื่นขึ้นมาฝึกตน ท่านจะได้รับพลังจิตอันประเสริฐอย่างมากมาย

จากหนังสือการเสริมสร้างพลังจิต
อาจารย์ไชย ณ พล


 
 

" ฟุ้งเพราะเกิดปิติ และมีความยินดีติดในปิตินั้น "

เมื่อจิตยึดติดอยู่ในอารมณ์ปิติที่รู้ที่เห็นแล้วไม่ยอมละทิ้งอารมณ์นั้น เรียกว่า ยึดติดอารมณ์ ความฟุ้งประเภทนี้มักจะทำให้ผู้ปฏิบัติอยากสอนคนทั่วไป อยากบอกคนนั้นคนนี้ให้มาปฏิบัติเหมือนกับตนเอง บางท่านพบกับความสงบ หรือพบกับอารมณ์บางอย่างที่ไม่เคยพบ และติดใจอยากให้เกิดอีก แต่ไม่สามารถทำได้อีกเพราะเกิดตัณหา คือความอยาก ทำให้นึกคิดไปต่าง ๆ นานา อารมณ์ฟุ้งประเภทนี้นับว่า เป็นอันตรายมาก เพราะจะทำให้เลิกปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นมิจฉาทิฐิ คือ คิดว่าตนสำเร็จ บางท่านปฏิบัติจนจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิ จิตอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น และเข้าติดต่อกับแดนวิญญาณได้ คือบางครั้งได้ยินเสียงกระซิบที่หู บางครั้งเห็นรูปละเอียด ผู้ปฏิบัติที่ตกอยู่ในช่วงนี้นับว่ามีอันตรายมาก เพราะส่วนมากมักจะเข้าใจผิดกันเสมอ คิดว่า ตนสำเร็จแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ แต่แค่ตกอยู่ในอุปจารสมาธิ เป็นอารมณ์ที่ผู้ปฏิบัติต้องผ่านเท่านั้น

"วิธีแก้ไข"
เมื่อปฏิบัติไปแล้วเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความว่าง ความสงบ หรือความสุขกายสุขใจก็ตาม ไม่ควรยินดีติดใจในอารมณ์เหล่านี้ เพราะเมื่อเกิดความยินดีขึ้นเมื่อใดจิตก็จะเคลื่อนออกจากสมาธิ ผู้ปฏิบัติจะต้องเข้าใจว่า สภาวธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อมีการเกิดก็ต้องมีการดับเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรยินดีกับอารมณ์ที่ดี ยินร้ายกับอารมณ์ที่ไม่ดี การยินดีในอารมณ์ดีนั้นเมื่ออารมณ์ดี คือปิติดับหมด จะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความท้อแท้ จึงไม่ควรยินดียินร้ายในอารมณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น ส่วนการได้ยินเสียงมากระซิบที่หูนั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องเลิกฟังเลิกสนใจ เพราะถ้าสนใจฟัง เมื่อนานเข้าก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ และกลายเป็น คนวิกลจริตไปในที่สุด ผู้ปฏิบัติจะต้องรีบละอารมณ์นี้ให้ได้ ถ้าหากเลิกสนใจแล้ว แต่ยังเห็นรูปละเอียดและได้ยินเสียงอยู่ ผู้ปฏิบัติจะต้องหันมากำหนดทุกข์ที่กาย พิจารณากายในอาการ 32 หรือ พิจารณาในธาตุ 4 ขันธ์ 5 เพื่อให้จิตละเสียงและรูปละเอียดที่ได้ยินได้เห็น การกำหนดทุกข์ด้วยการพิจารณาที่ผัสสะ จึงมีประโยชน์มาก เพื่อให้เห็นถึงความไม่เทียงแท้แน่นอนในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในอารมณ์ อาการต่างๆ เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพื่อให้เรารู้เมื่อรู้แล้วก็ต้องวางเฉย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของธรรมดาๆเท่านั้น

................................. วิมุตติ ธรรม..........................
วชิรเจต วิริยังคาจารย์
" จิตที่หลุดพ้นจากกิเลส "


ความหลุดพ้นในที่นี้หมายถึงการพ้นจากกิเลส พ้นจากอุปาทาน พ้นจากความไม่รู้ หากตามรู้สภาพจิต แล้วรู้แจ้งขึ้นมาว่าความรู้สึกในตัวตนนี้มีเพราะจิตยังไม่หลุดพ้น ต่อเมื่อเจริญสติจนจิตถอยห่าง และกระทั่งพรากออกมาจากอาการยึดมั่นกายใจอย่างสิ้นเชิง จึงจะถึงความหลุดพ้นอย่างเด็ดขาด ปัจจุบันยังไปไม่ถึงก็เพราะกำลังยังไม่พอ ผู้มีจิตเห็นจิตเป็นผู้ใกล้ต่อการหลุดพ้น เพราะจิตเป็นที่ตั้งสำคัญที่สุดของความรู้สึกในตัวตน เมื่อรู้สภาพจิตต่างๆจนเห็นความไม่เที่ยงของจิต ก็เหมือนไม่เหลือที่ตั้งให้อุปาทานอีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ประทับใจสิ่งใดแค่ไหน ก็จะเห็นว่าสักแต่เป็นความรู้สึกหนึ่ง หรือเป็นปรากฏการณ์ทางจิตเท่านั้น หาได้มีความน่าประทับใจอยู่จริงไม่ เพียงต่างวันความรู้สึกก็ต่างไปแล้ว มาถึงตรงนี้เราจะพร้อมดูกายใจ โดยสักว่าเป็นสภาวธรรม เป็นของอื่น ของแปลกปลอม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่บุคคล จะเป็นรูปก็ดี นามก็ดี ของใหญ่ก็ดี ของย่อยก็ดี ทั้งหมดทั้งปวงสักแต่เกิดขึ้นแล้วดับลง ให้ระลึกว่าไม่ใช่เราเท่านั้้น

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

คนหนุนหลังชายชุดดำ “บิ๊กตู่”รู้หมด"













●●คนหนุนหลังชายชุดดำ

“บิ๊กตู่”รู้หมด ขู่บอกชื่อแล้วจะตกใจ ย้ำถ้าไม่ผิด-ให้กลับมาสู้คดี ตร.หิ้ว4ผู้ต้องหาไปทำแผน ใช้รหัสลับ”พิราบขาว”ถล่ม ดีเอสไอ รู้มานาน-แต่ไม่จับ

ความคืบหน้ากรณีการจับกุม “ชายชุดดำ” กลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุใช้อาวุธสงครามยิงและขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหาร ขณะปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถนนตะนาว เขตพระนคร และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นเหตุให้พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และเจ้าหน้าที่ทหาร รวมทั้งประชาชนเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจำนวนมากนั้น

เมื่อวันที่12 กันยายน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศรีวารห์ รังสิหราหมกุล รทท.ผบช.ภ. 1 พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พล.ต.เทพพงศ์ พิทยจันทร์ รองแม่ทัพภาค 1 พ.อ.วิจารณ์ จดแตง หัวหน้าส่วนปฏิบัติการคณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ อคฝ.จำนวน 300 นาย

ร่วมกันนำตัวผู้ต้องหา 4 ราย คือนายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี หรืออ้วน อายุ 45 ปี,
นายปรีชา อยู่เย็น หรือไก่เตี้ย อายุ 24 ปี,
นายรณฤทธิ์ สุริชา หรือนะ อายุ 33 ปี
และนายชำนาญ ภาคีฉาย หรือเล็ก อายุ 45 ปี

ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ บริเวณแยกคอกวัว ถนนตะนาว แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กทม. โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

▶จุดแรกเปิดฉากถล่มคอกวัว

โดยจุดแรก คือจุดที่ผู้ต้องหาทั้งหมดนำรถตู้พร้อมอาวุธสงครามมาจอดบริเวณทางเข้าหน้าสำนักงานบริพัตร ถนนตะนาว แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ ซึ่งห่างจากวัดมหรรณพาราม ประมาณ 20 เมตร หลังรับมอบอาวุธมาจากคอนโดมิเนียมบ้านริมน้ำ ถนนรามอินทรา หลังจากนั้นผู้ต้องหาทั้ง 3 คน คือนายกิตติศักดิ์ นายปรีชา และนายชำนาญได้นำอาวุธสงครามออกมาก่อเหตุ

โดยนายกิตติศักดิ์ เป็นผู้เปิดฉากยิงอาวุธปืน ชนิด เอ็ม 79 จากนั้นนายปรีชาได้ยิงอาวุธปืนอาก้า เอเค 47 เข้าใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณแยกคอกวัว และนายชำนาญ ได้ใช้อาวุธปืน เอ็ม 16 ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน ส่วนนายธรรมรัตน์ สุ่มศรี หรือนายดำ ได้อยู่ร่วมก่อเหตุด้วย โดยใช้อาวุธปืนชนิดเอ็ม 79 ซึ่งหลังเกิดเหตุได้เสียชีวิตลงด้วยโรคประจำตัว ขณะที่ นางปุณิกา ชูศรี หรืออร ยังคงนั่งอยู่ภายในรถตู้ พร้อมกับครอบครองระเบิดเพลิงไว้ สำหรับนายรณฤทธิ์ เป็นผู้ขับขี่รถตู้ที่ใช้ในการก่อเหตุ หลังจากผู้ต้อหาทั้ง 3 ก่อเหตุในจุดแรกผู้ต้องหาทั้งหมดได้พยายามลักลอบนำอาวุธสงครามเข้าไป ภายในถนนราชดำเนิน

▶ใช้รหัส“พิราบขาว”ถล่มราชดำเนิน

จากนั้นเป็นการทำแผนในจุดที่สอง เป็นจุดที่นายกิตติศักดิ์ และนายปรีชา พยายามจะผ่านจุดคัดกรองเข้าไปภายในถนนราชดำเนิน แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นพบอาวุธสงคราม ก่อนจะบอกรหัส “พิราบขาว” เมื่อการ์ดได้ยินรหัสดังกล่าวจึงปล่อยให้ทั้งคู่เข้าไป ส่วนนายชำนาญ ได้แอบลักลอบเข้าไปผ่านทางด้านข้างฝั่งซ้ายของแผงกั้นพร้อมกับอาวุธปืน เอ็ม 16 เข้าไปได้สำเร็จ

▶กระหน่ำยิงใส่เต็นท์ทหาร

จุดที่สาม บริเวณถนนตะนาว ฝั่งซอยดำเนินกลางเหนือ ห่างจากถนนข้าวสารประมาณ 10 เมตร โดยนายชำนาญได้เปิดฉากยิงอาวุธปืนเอ็ม 16 เข้าใส่เจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำอยู่บนอาคารสำนักงานฉลากกินแบ่ง(อาคารเก่า) จากนั้นนายกิตติศักดิ์ ได้ใช้อาวุธปืนชนิดเอ็ม 79 ยิงใส่เต็นท์เจ้าหน้าที่ทหาร หน้าร้านแกรนด์ จิวเวลรี่ แต่ปืนขัดลำกล้อง ก่อนจะมีเพื่อนซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร ยื่นอาวุธปืนอาก้า เอเค 47 ให้นายกิตติศักดิ์ จึงใช้อาวุธดังกล่าวยิงใส่เจ้าหน้าทหารบริเวณดังกล่าวจนได้รับบาดเจ็บ และนายปรีชายังใช้อาวุธปืนอาก้า เอเค 47 ยิงซ้ำเข้าไปในเต็นท์ทหารจุดเดียวกันกับนายกิตติศักดิ์ ซึ่งบนกำแพงของอาคารโดยรอบยังคงพบร่องรอยของกระสุนอยู่เป็นจำนวนมาก

▶ลดกระจกด่า-ทหารจำหน้าได้

หลังจากนั้นผู้ต้องหาทั้งหมดได้มารวมตัวกันอีกครั้ง ที่จุดจอดรถตู้ ก่อนขับอ้อมไปตามถนนตะนาว เข้าถนนดินสอ ซึ่งได้สวนทางกับรถฮัมวี่ของเจ้าหน้าที่ทหาร บริเวณสะพานวันชาติ ก่อนที่หนึ่งในคนร้ายได้ลดกระจกลงพร้อมด่าทหารว่า “มาทำเหี้ยอะไรกันที่นี่ ทำไมไม่ไปภาคใต้” จากคำพูดดังกล่าวทำให้ทหารสามารถจำหน้าของคนร้ายได้ จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้แยกย้ายหลบหนีกันไปหลายปี ก่อนจะถูกจับกุมได้

▶โยงจับอาวุธที่สมุทรสาคร

ด้าน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. เผยว่า กลุ่มชายชุดดำกลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ถนนดินสอ ที่ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม หรือ เสธ.เปา อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์(พล.ร.2 รอ.) ถูกยิงเสียชีวิต และเชื่อมโยงกับกรณีพบอาวุธที่ในพื้นที่กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีผู้ร่วมขบวนการมากกว่านี้และจากนี้จะขยายผลออกหมายจับเพิ่มอีก ส่วนผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ในชุดนี้ทั้งหมดจะควบคุมตัวไปขออำนาจศาลอาญาฝากขัง ในเช้าวันที่ 13 กันยายนนี้ พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ

▶ตอกแดงหลักฐานมัดแน่น-ไม่มีแพะ

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมายืนยันว่า ไม่เคยมีชายชุดดำร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงว่า ตนไม่ขอตอบโต้ แต่ที่ผ่านมาได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจัยจากศาล เมื่อศาลอนุมัติเราก็ดำเนินการจับกุมและที่ได้นำผู้ต้องหามาแถลงข่าว ผู้ต้องหาก็ได้รับสารภาพและอธิบายพฤติกรรมที่ก่อเหตุต่อหน้าสื่อมวลชน โดยตนจะพยายามติดตามผู้ต้องหาที่เหลือมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ หากเป็นแพะคงไม่มีพยานหลักฐานจนศาลออกมาหมายจับ และการที่ผู้ต้องหาให้การสารภาพต่อหน้าสื่อ เชื่อว่าคงไม่มีแพะ

▶ไม่เคยกลั่นแกล้งใคร-ตั้งใจทำงาน

“ผมทำงานแค่3-4 เดือน สามารถจับกุมคดีต่างๆ ในทุกกรณีไม่ว่าจะฝ่ายไหน หากมีพยานหลักฐานถึง ผมไม่เลือกที่รักมักที่ชัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกฯ ได้ให้นโยบายมาตลอดว่าต้องทำงานบนความยุติธรรม ไม่กลั่นแกล้งให้ร้ายป้ายสีใคร และที่ผมจับกุมผู้ต้องหาทุกครั้ง ทุกคนได้รับการอนุมัติหมายจับจากศาลทั้งสิ้น ซึ่งศาลเป็นผู้อยู่เหนือความขัดแย้ง มีความยุติธรรม ดังนั้นการกระทำใดๆ ของผม เชื่อว่ารอบคอบชัดเจน ตรวจสอบได้” พล.อ.สมยศ กล่าว

▶“กริชสุดา” ยังกบดานต่างประเทศ

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวถึงการติดตามตัว น.ส.กริชสุดา คุณะแสน หรือเปิ้ล นักกิจกรรมเสื้อแดง ที่มีส่วนพัวพันกับการก่อเหตุรุนแรงว่า ขณะนี้ยังคงพักอาศัยอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจะให้ทางสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินการและประสานนำตัวมาดำเนินคดีต่อไป ส่วนการตรวจสอบประวัตินายกิตติศักดิ์ พบว่ามีหมายจับติดตัวอยู่หลายคดีอีกด้วย

▶“มาร์ค” ระบุคนผิดต้องได้รับโทษ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง กรณีการจับกุมชายชุดดำได้นั้น ว่า มีหลายคดีความที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ยังค้างอยู่ทั้งหมด ซึ่งก็หวังจะเห็นทุกอย่างเดินหน้าไปตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของทุกฝ่ายก็หวังว่าจะได้ข้อยุติ เพื่อให้สังคม ได้รับรู้รับทราบ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และคนที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกลงโทษ รวมทั้งคดีความของตนก็อยู่ระหว่างการสอบสวนของ ป.ป.ช. ซึ่งทุกคนจะต้องถูกตรวจสอบ ควรได้รับความเป็นธรรม

▶“ถาวร” อ้างชุดดำขอ10ล.แลกเปิดโปง

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าการชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงปี 2552 มีกลุ่มชายชุดดำ 4 คนมาพบตน โดยมีเงื่อนไขขอเงินเป็นค่าตอบแทนจำนวนมากหลักสิบล้านบาทในการเปิดโปง แต่ตนไม่มีเงินมากพอจึงไม่สามารถนำกลุ่มคนดังกล่าวมาแสดงต่อสังคมยืนยันได้ และที่ไม่เปิดเผยก่อนหน้านี้เพราะ ได้รับปากลูกผู้ชายกันไว้

▶“บิ๊กตู่” รับมีแผนยกเลิกกฏอัยการศึก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการยกเลิกกฎอัยการศึกว่า เรามีมาตรการอยู่ ซึ่งก็เห็นใจเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยว และกำลังดำเนินการตามกฎหมายว่าจะทำอย่างไร ซึ่งเราต้องช่วยกันปรามคนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ เพราะถ้าทำอย่างนี้ก็จะขัดแย้งกันไปตลอด และจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว

▶ย้ำมีหลักฐานมัดชายชุดดำ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการจับกุมชายชุดดำ เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า ก็ไปพิสูจน์กันว่า ถ้าไม่ได้ทำผิด ก็มาสู้คดีกันไป ซึ่งก็ได้มีหลักฐานชัดเจน และผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเป็นคนทำเมื่อปี 2553 ด้วย เรื่องนี้ก็ต้องไปว่ากันไม่อยากพูดให้เป็นแรงกดดันใครทั้งสิ้น ใครทำอะไรก็ต้องรับผิด ส่วนจะดูแลกันอย่างไรนั้นเป็นคนละเรื่อง

▶▶ถ้ารู้ใครบงการจะตกใจ-ให้มาสู้คดี

ต่อมา เวลา 20.25น.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในรายการ”คืนความสุขให้คนในชาติ” ผ่านทางทีวีพูลตอนหนึ่งว่าสำหรับข้อมูลหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธสงคราม พฤติกรรมทั้งการยิงเอ็ม79 เอ็ม 16 ขว้างระเบิด ทั้งในปี53 ปี56 และ57 นั้น ตำรวจจับกุมได้หลายคน ขณะนี้กำลังสอบสวน ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมากมาย

▶▶“ถ้าผมกล่าวว่ามีใครบ้างที่สนับสนุนทั้งอาวุธ เงินทอง ทุกท่านอาจจะตกใจก็ได้ วันนี้ผมยังไม่พูดให้เป็นเรื่องที่ของตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการยุติธรรม สอบสวนสืบสวนให้ชัดเจน ให้ความเป็นธรรม เราคงไม่ไปยัดข้อหา หรือไปสร้างพยานเท็จพยานเทียม หลายคนเกี่ยวข้องก็หนีไปต่างประเทศหมด ที่มีรายชื่อต่างๆ เพราะฉะนั้นถ้าท่านคิดว่าท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง ท่านก็กลับมา เพราะจะมีการโยงใยไปถึงหลายๆ ส่วนด้วยกัน ทั้งบุคคล กลุ่ม ผู้ให้การสนับสนุน เตรียมตัวไว้ ถ้าใครคิดว่าไม่ผิด แล้วเมื่อมีพยานหลักฐานพร้อม ท่านสู้คดีไม่ได้ ก็ต้องถูกดำเนินคดีแน่นอน มอบตัวเถอะครับ เผื่อจะได้ความกรุณาจากศาลบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

▶ดีเอสไอรับทำเป็นคดีพิเศษ

ทางด้าน พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยหลังการประชุมหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันการชุมนุมทางการเมืองของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เมื่อปี 53 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งประสานกับตำรวจเพื่อโอนคดีมาให้ดีเอสไอสอบสวนต่อ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว เบื้องต้นตำรวจได้แจ้งข้อหาคดีครอบครองอาวุธและวัตถุระเบิด หลังรับคดีมาสอบสวนต่อแล้วดีเอสไอพิจารณาพยานหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับคดีอื่นอีกหรือไม่ รวมถึงกรณีการเสียชีวิตของ พล.อ.ร่มเกล้า โดยย้ำว่าการทำสำนวนต้องสมบูรณ์ที่สุด

▶แฉยุคธาริตรู้มานานแต่ไม่จับ

แหล่งข่าวจากทีมสอบสวนดีเอสไอระบุว่า ผู้ต้องหาชายชุดดำทั้ง 5 คน ปรากฏข้อมูลอยู่ในชั้นสอบสวนของดีเอสไอมาตั้งแต่ต้นมีทั้งภาพใบหน้าผู้ต้องสงสัย ภาพรถตู้ เจ้าของรถตู้ซึ่งเชื่อมโยงกับแกนนำ นปช. รวมถึงภาพตำรวจที่พยายามเข้าไปจับกุมและยึดเครื่องยิงเอ็ม79 จากคนร้าย แต่ที่ผ่านมาไม่มีเจ้าหน้าที่ชุดใดเข้าจับกุม ก่อนหน้านี้เคยขอศาลออกหมายจับชายตามภาพถ่าย โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในขั้นตอนสืบสวนพบเป็นกลุ่มผู้ต้องสงสัยจริง

“แต่ที่ไม่มีการจับกุมเพราะหลังมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) มีแนวทางการสอบสวนว่าไม่มีชายชุดดำ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธจึงมีการเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้ายทั้งหมด และให้ไปเร่งรัดการสอบสวนคดีความผิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผอ.ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล พนักงานสอบสวนที่ถูกให้ออกจากชุดสอบสวนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยืนยันข้อมูลว่ามีชายชุดดำอยู่จริง” 







DSI อาจผิด ม.157 หรือทำตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์เขียน
การก่อเหตุรุนแรงในการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม นปช. เมื่อ10เม.ย.53 เริ่มต้นขึ้นที่บางลำภู เมื่อการ์ดของกลุ่ม นปช.คนหนึ่งซึ่งกำลังผลักดันกับทหารอยู่ ได้ล้วงปืนพกออกมายิงใส่ทหารที่ผลักดันกันอยู่ซึ่งๆหน้าล้มลง 2คนกลางวันแสกๆ หลังจากนั้นอีกไม่นานก็เริ่มต้นใช้อาวุธสงครามทุกชนิดประเคนยิงเข้าไปที่กลุ่มทหาร และประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนประชาชนย่านนั้นต้องนำทหารที่บาดเจ็บไปซ่อนตัวไว้ในบ้าน เหตุการณ์รุนแรงดังกล่าวนอกเหนือการประเมินของทหารที่ไม่คิดว่า"คนไทยด้วยกัน"จะทำอะไรแบบนี้ ทหารจึงถอยร่นลงไป 2สาย เข้าสู่วงเวียนบางลำภู และ ถ.ข้าวสาร แค่นั้นไม่พอ การปลุกเร้าบนเวทีทำให้เหตุการณ์ขยายตัวไปถึงพื้นที่หน้า ร.ร.สตรีวิทยา ที่นั้น กลุ่มชายชุดดำอีกชุดหนึ่ง ฮึกเฮิมถึงขั้นใช้อาวุธสงครามนาๆชนิดลอบสังหารนายทหารระดับผู้การกรมจนเสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัสไปถึง 4คน รวมถึงการฆ่าประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง อย่างหนัาตัวเมีย วันที่ 10 เม.ย 53 นั้น มีทหารบาดเจ็บมากมาย กล่าวกันว่า ทหารที่ตายและบาดเจ็บ มีจำนวนพอๆ กับทหารไทยที่ไปรบในสงครามเวียดนามเลยทีเดียว (แตกต่างกันตรงที่ ที่ราชดำเนินทหารไม่สามารถใช้อาวุธโต้ตอบฝ่ายตรงข้ามซึ่งรวมอยู่ในกลุ่มประชาชนได้ จึงถูกไล่กระทำเพียงฝ่่ายเดียว)
เหตุการณ์ที่เล่ามานี้ อย่าลืมนะครับว่าเกิดขึ้นกลางถนนราชดำเนิน ท่ามกลางสายตาประชาชนนับหมื่นๆ คน และผู้สื่อข่าวอีกจำนวนมาก แต่ทำไมรัฐบาลถึงหาชายชุดดำไม่ได้มาเป็นเวลานาน จนเกิดข้อถกเถียงกันมากมาย แต่ในข้อเท็จจริงแล้วหาได้ครับ เพราะพยานหลักฐานมีอยู่มากทั้งวัตถุพยาน และพยานบุคคล
หลังจากการสลายการชุมนุมในปี 2553 ทาง DSI. ได้รวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าวไว้เป็นเล่ม มากพอที่จะทำให้ อธิบดี DSI. ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า คดีของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม นั้น อยู่ในกลุ่มคดีพิเศษที่มีผู้เสียชีวิตเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของกลุ่ม นปช. แต่เมื่อเข้ามาสู่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ การติดตามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องผู้เสียชีวิตที่ ถ. ดินสอหน้า ร.ร. สตรีวิทยากลับหายเงียบไป ทั้งคดีของทหาร และของพลเรือน อธิบดี DSI. ได้แถลงความคืบหน้าของคดีนี้ว่า ไม่มีพยานหลักฐานที่จะทราบตัวคนร้ายในคดีนี้ แต่ในทางตรงกันข้าม คดีการเสียชีวิตจากพลเรือนกลับมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ คดีแรกๆเป็นพลเรือนที่ถูกกระสุนปืนความเร็วสูงตายหน้า ร.ร.สตรีวิทย์ 2คน ฝ่ายที่จะเอาผิดทหาร พยายามเชื่อมโยงว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร แต่ก็ไร้ผล เพราะผลการพิสูจน์ทั้งทางการแพทย์ และรูปภาพในคลิ๊ปวิดิโอของคณะกรรมาธิการตรวจสอบฯของ วุฒิสภาฯ กลับยืนยันได้ว่ากระสุนที่ยิงใส่พลเรือน 2คนจนเสียชีวิตนั้นไม่ได้มาจากฝั่งทหาร นอกจากนั้น ประชาชนอีกคนก็ตายจาก "กระสุน" ที่ทางทหารไม่มีใช้ เรื่องการตายของพลเรือนที่หน้า ร.ร. สตรีวิทยา จึงยุติลงไป แต่ไปจับเอาเรื่องของพลเรือนที่ตายย่านราชประสงค์มาเล่นงานทหารแทน
ตลอดเวลานับตั้งแต่ เม.ย.57 คุณ นิชา ธุวธรรม ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้าฯ พยายามออกมาเรียกร้องขอความยุติธรรมจากรัฐบาล ต่อการเสียชีวิต และ บาดเจ็บของฝ่ายทหารตลอดมา แม้กระทั่งการสวมใส่ชุดดำตลอดเวลา เพื่อเตือนเจ้าหน้าที่รัฐฯให้สนใจต่อปัญหานี้มากขึ้น แต่ไม่มีการตอบรับ ในทางบวกจากรัฐบาล และ DSI. คุณ นิชาฯ จึงมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา จึงมีการแต่งตั้งคณอนุกรรมการฯขึ้นมาทำงาน จนเกิดผลการทำงานอย่างดีเยี่ยม ไม่ท้อถอยต่ออิทธิพลใดๆทั้งสิ้น
คณะอนุกรรมาธิการฯ มีการเชิญ จนท. DSI. มาสอบถามมากกว่า 5 ครั้ง จนท. ตำรวจทุกระดับในจำนวนใกล้เคียงกัน สื่อมวลทั้งไทยและต่างประเทศ มากกว่า 20 คน ไม่รวมทั้งพยานที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุอีกนับไม่ถ้วน ผลการสอบสวนและการแถลงการณ์เป็นระยะๆ ส่งผลกระทบต่อ "การพยายามผลักดันคดีให้เข้ามาเป็นความผิดของทหาร" จากหน่วยงานรัฐบาลอย่างเต็มที่ พยานจำนวนหนึ่งจึงยังคงอยู่ไม่สูญหายไปไหน
วันนี้ ตำรวจ ทหาร ได้เริ่มคลี่คลายคดีนี้ออกมาได้ส่วนหนึ่งแล้ว และจะเริ่มคลี่คลายมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้น ไม่ว่าจะได้ตัวคนที่ปาระเบิดใส่กลุ่มทหารที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทย์หรือไม่ (ผลการพิสูจน์มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าผู้ปาระเบิดเป็นมืออาชีพ) แต่วันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า (1) คนชุดดำนั้นมีอยู่จริง และ (2) ถ้าอธิบดี DSI. ทำงานจริงๆ คนพวกนี้ก็จะมาถึงจุดจบไปนานแล้ว บ้านเมืองก็จะเดินหน้าต่อไปได้ เพราะฐานข่าวที่นำมาขยายผลการจับกุมครั้งนี้ก็นำมาจากของเดิมๆทั้งสิ้น ประเด็นที่เกิดใหม่มีเรื่องเดียวครับ"ทำงานกันจริงจังหรือเปล่าเท่านั้น"
วันนี้ ขอให้กำลังใจแก่ ตำรวจ ทหาร ทำกันต่อไปเถอะครับ เพราะสิ่งที่ท่านทำ กำลังบอกให้ประชาชนรู้ว่า "คนทำดีย่อมจะได้ดีในที่สุด คนทำชั่วก็ต้องรับกรรมไปตามระเบียบ" ไม่มีใครหนีกฏแห่งกรรมได้ครับ และยังทำให้ประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้งกันเสียที เมื่อรู้ตัวคนทำผิดแน่นอน
แล้ว
สุดท้าย ขอปรบมือให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯวุฒิสภา ชึ่งต่อสู้กับการคุกคามมาได้ตลอดระยะเวลาทำงานเกือบ 3 ปี จนมีประธานตกทอดกันมา 3 คน(นาย สมชาย แสวงการ,นาย ตวง อันทะไชย และ นาย วันชัย สอนสิริ) ส่วนคณะอนุกรรมาธิการ ทั้ง 3 ปี ตามรายชื่อข้างล่างครับ
คณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าทางคดีของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง
๑. นาย สมชาย แสวงการ -ประธานคณะอนุกรรมการ
๒. ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์ -รองประธานคณะอนุกรรมการ
๓. พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ -อนุกรรมการ
๔. พลตำรวจโท อัมพร จารุจินดา -อนุกรรมการ
๕. พลอากาศตรี นายแพทย์วิชาญ เปี้ยวนิ่ม -อนุกรรมการ
๖. นาย ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ -อนุกรรมการ
๗. พลตำรวจโท สมคิด บุญถนอม -อนุกรรมการ
๘. นาย ถวิล เปลี่ยนศรี -อนุกรรมการ
๙. นายสุชาติ ชมกุล -อนุกรรมการ
๑๐. นาย ชัยวัฒน์ สุรวิชัย -อนุกรรมการ
๑๑. นาย ธานี อ่อนละเอียด -ที่ปรึกษาอนุกรรมการ
๑๒. นาย ประสาร มฤคพิทักษ์ -ที่ปรึกษาอนุกรรมการ
๑๓. พลตำรวจตรี อำนวย นิ่มมะโน -ที่ปรึกษาอนุกรรมการ
๑๔. นาย อภิรัฐ ทัศนา -ที่ปรึกษาอนุกรรมการ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เกาะติดเสวนาปฏิรูปพลังงาน


เกาะติดเสวนาปฏิรูปพลังงาน “หลวงปู่พุทธะอิสระ” นำตั้งคำถาม ปตท. อ้ำอึ้งไม่บอกรายชื่อบริษัทปิโตรเคมี ซื้อก๊าซแอลพีจีราคาต่ำ อ้างกระทบธุรกิจ
ด้าน “มนูญ ศิริวรรณ” ฉุน โดนซักภาคปิโตรเคมีใช้แอลพีจีมากกว่าภาคอื่นหรือไม่ โวยไม่ใช่จำเลย “วีระ” ถามกลางวง ใครถือหุ้น ปตท. อยู่บ้าง “ปิยสวัสดิ์-ไพรินทร์” ยอมรับ แต่มากน้อยแค่ไหน ขอดูรายละเอียดก่อน
ประธานบอร์ด ปตท. อ้างส่งออกเบนซีนเพราะมีเหลือ แต่ไม่มาก ราคาต่ำกว่าในประเทศ เพราะเขาเสียค่าขนส่งและไม่รวมภาษี
วันนี้ (27 ส.ค.) สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ได้จัดงานเสวนา ถาม-ตอบ ปฏิรูปพลังงานเพื่อความปรองดองของชาติ เพื่อเปิดเวทีให้ภาคส่วนต่างๆ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นถึงการปฏิรูปพลังงาน ในเวลา 09.00 - 14.00 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต
ทั้งนี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งให้ปล่อยตัว นายวีระ สมความคิด พร้อมทั้งสมาชิกกลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน เพื่อให้มาร่วมฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีดังกล่าวด้วย ส่วนผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ หลวงปู่พุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม หม่อมหลวง กรณ์กสิวัฒน์ เกษมศรี อดีตอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงานของวุฒิสภา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่น 2
โดยมีผู้บริหาร ปตท. มาตอบคำถาม อาทิ นายปิยสวัสดิ์ อมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ ปตท. นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้บริหารผู้จัดการใหญ่ ปตท.
“ปิยสวัสดิ์” กั๊กชื่อลูกค้าซื้อแอลพีจี
การเสวนาเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยหลวงปู่พุทธะอิสระเป็นคนนำตั้งคำถามให้ฝ่าย ปตท. ตอบ โดยเฉพาะในประเด็นโครงสร้างราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ที่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าภาคขนส่ง และภาคครัวเรือน ทั้งนี้ หม่อมหลวง กรณ์กสิวัฒน์ ได้สอบถามถึงรายชื่อบริษัทที่ซื้อก๊าซแอลพีจีในราคาถูก แต่ทาง ปตท. ไม่สามารถให้ได้ อ้างว่าจะกระทบกับการทำธุรกิจของบริษัทเหล่านั้น ขณะที่ นายปิยสวัสดิ์ บอกว่า ถ้าจะให้รายชื่อก็ต้องขออธิบายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั้งระบบก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด
คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต กรรมการมูลนิธิเพื่อสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย บอกว่า ราคาจะถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับว่าราคาเม็ดพลาสติกจะถูกหรือแพง และพยายามชี้แจงว่าราคาเฉลี่ยที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซื้อคือ 22 บาทกว่าๆ แต่หม่อมหลวงกรณ์ แย้งว่า ไม่ควรบอกราคาเฉลี่ย เพราะว่าแต่ละบริษัทที่ซื้อใช้เงินคนละกระเป๋ากัน ต้องอธิบายว่าทำไมบางบริษัทซื้อถูกบางบริษัทซื้อแพง เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ซื้อได้ในราคา 19 บาท แต่เอสซีจีซื้อในราคา 30 กว่าบาท
“ปิยสวัสดิ์” อ้างปิโตรเคมีไม่ได้รับชดเชย
พ.ท. แพทย์หญิง กมลพันธุ์ ชีวะพันธุ์ศรี กล่าวว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้อภิสิทธิ์ซื้อแอลพีจีเป็นวัตถุดิบในราคาถูก โดยอ้างว่าเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มจำนวนมาก แต่มูลค่าเพิ่มเหล่านั้นตกเป็นกำไรของบริษัทเอกชน ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ นายปิยสวัสดิ์ รีบแย้งว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์ เพราะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า ขณะที่ราคาแอลพีจีที่ขายให้ภาคครัวเรือนและภาคขนส่งนั้น มีการชดเชยจำนวนมากแล้ว และในต่างประเทศที่เจริญแล้วเขาไม่เอาแอลพีจีมาเผาทิ้งในรถยนต์ เพราะสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า
“มนูญ” ฉุน โดนซัก อุตฯปิโตรเคมีใช้แอลพีจีมากกว่าภาคอื่น
นายปานเทพ ถามย้ำว่า จากตารางภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้แอลพีจี 37% แสดงว่าใช้มากกว่าภาคขนส่งและครัวเรือนใช่หรือไม่ นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตผู้บริหารบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ตอบว่า 37% นั้นเป็นการใช้จากโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นรวมกัน แต่ถ้าใช้จากโรงแยกก๊าซอย่างเดียวก็พอๆ กันกับภาคอื่นๆ พ.ท.แพทย์หญิง กมลพันธุ์ จึงถามย้ำว่า ไม่ต้องแยกระหว่างโรงแยกก๊าซและโรงกลั่น ให้ตอบตรงๆ ว่าใช้มากกว่าภาคอื่นหรือไม่ ทำให้ นายมนูญ มีอารมณ์แย้งกลับว่า อย่าถามแบบทนาย ตนไม่ใช่จำเลยของใคร ทำให้บรรยากาศการเสวนาตึงเครียดขึ้น หลวงปู่พุทธะอิสระจึงขอให้สองฝ่ายสงบสติอารมณ์ลง และ นายปิยสวัสดิ์ ได้ตอบว่า จากตัวเลขก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ 37% ขณะภาคครัวเรือนและขนส่งใช้ 63% แสดงว่ามากกว่าภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่แล้ว
“ปานเทพ” ถามอุตฯ ปิโตรเคมี จ่ายกองทุนน้อย
นายปานเทพ ถามอีกว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำไมจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงแค่ 1 บาท ทั้งที่ซื้อแอลพีจีเป็นวัตถุดิบแค่ราคา 11 บาทกว่า แต่ภาคขนส่งและครัวเรือนจ่ายเข้ากองทุนมากกว่าทั้งที่ซื้อในราคาที่แพงกว่า นายปิยสวัสดิ์ บอกว่า ราคาเฉลี่ยที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซื้อแอลพีจีคือ 22 บาทต่อกิโลกรัม และไม่ได้รับการชดเชยจากกองทุนในช่วงแรกเหมือนภาคครัวเรือนและขนส่ง จึงเก็บเงินเข้ากองทุนแค่ 1 บาท
หม่อมกรณ์ฯ เสนอ ภาคอุตฯ ใช้แอลพีจีนำเข้า
หม่อมหลวง กรณ์กสิวัฒน์ ถามว่า ประเทศไทยผลิตแอลพีจีได้ปริมาณมากพอที่จะใช้ในภาคครัวเรือนและขนส่ง เพราะฉะนั้นถ้าให้แอลพีจีที่ผลิตได้นำมาใช้เฉพาะภาคภาคครัวเรือน และขนส่งที่ประสบความเดือดร้อนได้หรือไม่ ส่วนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้นำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศมาใช้ นายปิยสวัสดิ์ ตอบว่า ถ้าจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล และเราต้องดูที่มาที่ไปของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
“บุญยืน” ซัด ปตท.เสือนอนกิน
น.ส.บุญยืน ศิริธรรม อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม และนักต่อสู้เพื่อปฏิรูปพลังงาน ถามว่า ปตท. สามารถกำหนดราคาซื้อเองได้ อย่างนี้เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ปตท. เป็นเสือนอนกินใช่หรือไม่ นายปิยสวัสดิ์ ตอบว่า ปตท. ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ จะทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่ก็ต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นด้วย เนื่องจากมีเอกชนถือหุ้น 49% จะต้องต้องทำตามกฎหมายของหลักทรัพย์
“วีระ” ถามแสกหน้า ใครถือหุ้น ปตท.บ้าง
นายวีระ สมความคิด ได้ลุกขึ้นถามถามว่า ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนี้มีใครถือหุ้น ปตท. บ้าง นายปิยสวัสดิ์ ตอบว่า ตนถืออยู่ 4,400 หุ้น ซึ่งไม่ใช่ข้อห้าม เพราะไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง เพียงแต่ถ้าจะซื้อขาย ต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ หม่อมหลวง กรณ์กสิวัฒน์ ถามเพิ่มเติมว่า เพื่อความชัดเจนควรถามว่า ใครถือหุ้นบริษัทในเครือ ปตท. ด้วยบ้าง และมูลค่าหุ้นทั้งหมดเท่าไหร่ นายปิยสวัสดิ์ บอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้องไปตรวจสอบก่อน และจะส่งรายละเอียดให้อีกครั้ง ขณะที่นายไพรินทร์ตอบว่าสามารถเปิดดูได้ในรายงานประจำปีของ ปตท. หรือเข้าไปดูในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์
นายวีระ จึงถามย้ำว่า ตกลงมีหรือไม่มี และมีเท่าไหร่ นายไพรินทร์ ตอบว่า ต้องไปดูรายละเอียดก่อน นายวีระ จึงถามอีกว่า แสดงว่ามีมากใช่ไหม ทำให้มีเสียงฮือฮาจากผู้ร่วมเสวนา หลวงปู่พุทธะอิสระจึงบอกว่าให้ทั้งสองฝ่ายอย่าทะเลาะกัน และหลวงปู่ฯ ขอถามแทนว่าใครมีหุ้น ปตท. บ้างขอให้ยกมือ ซึ่งปรากฏว่า นายปิยสวัสดิ์ และนายไพรินทร์ยกมือหลวงปู่ฯ จึงบอกว่าให้ส่งรายละเอียดมาให้ทีหลัง
“ปิยสวัสดิ์” รับมีส่งออกเบนซีน-อ้างไม่มาก-ราคาไม่ถูก
ต่อมามีการซักถามในประเด็นการส่งออกน้ำมันเบนซีนและน้ำมันเตาในราคาที่ถูกกว่าราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย โดยนายปิยสวัสดิ์ตอบว่า เราส่งออกน้ำมันเบนซีน เพราะว่าในระยะหลังผู้ใช้รถยนต์หันไปใช้เชิงเพลิงเป็นแอลพีจี เอ็นจีวี หรือน้ำมันดีเซลมากขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซีนคนที่อยู่ที่ 20 ล้านลิตรต่อวัน เราจึงมีเบนซีนเหลือส่งออก อย่างไรก็ตาม น้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งออกเป็นแค่ส่วนน้อย และส่งออกไปหลายประเทศ ส่วนจะส่งออกลิตรละเท่าไหร่ ขึ้นกับว่าส่งไปที่ไหน แต่ละตลาดราคาแตกต่างกัน และขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีอยู่ที่กรมศุลกากร ส่วนราคาที่ส่งออกก็ไม่ได้ถูกอะไร และคุณภาพก็อาจไม่เหมือนที่ขายในประเทศ ส่วนราคาส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 20 กว่าบาทต่อลิตร ซึ่งถูกกว่าราคาขายในประเทศ เพราะว่าเขาเสียค่าขนส่ง และไม่รวมภาษี
“ไพรินทร์” รับ กำไร ปตท.ปีละแสนล้าน ร้อยละ 40 ปันผลผู้ถือหุ้น
ต่อมามีการเปิดให้ประชาชนที่เข้าร่วมเสวนาได้ซักถาม ได้มีผู้ถามถึงกำไรจำนวนมหาศาลของ ปตท. ในแต่ละปี ซึ่งนายไพรินทร์ ยอมรับว่า ปตท. มีกำไรปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท หลังจากหักภาษี กำไรจำนวนนี้จะนำไปปันผลให้ผู้ถือหุ้น 40% และรัฐบาลก็ถือหุ้น ปตท. อยู่ 67% เพราะฉะนั้น เงินกำไรของ ปตท. ก็จะเข้ารัฐด้วย
ส่วนคำถามที่ว่าถ้ารัฐจะซื้อหุ้น ปตท. คืนจากเอกชนในราคาหุ้น 35 บาท จะได้หรือไม่ นายไพรินทร์ ตอบว่า หลังจากแปรรูปแล้ว ปตท. เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ยังเป็นรัฐวิสาหกิจเพราะมีรัฐถือหุ้นอยู่เกิน 50% และผู้สอบบัญชีก็ยังเป็น สตง. เพราะฉะนั้นจึงถือว่า ปตท. อยู่ภายใต้กฎหมายตลาดหลักทรัพย์และกฎหมายรัฐวิสาหกิจ
“มนูญ” แถ ตั้งราคาสิงคโปร์ประกันความเสี่ยงให้ผู้บริโภค
กรณีการตั้งราคาจำน่ายน้ำมันโดยอ้างอิงราคาสิงคโปร์ โดยบวกค่าขนส่ง ค่าน้ำมันหกหล่นสูญหาย ค่าประกัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนเทียม นายมนูญ ตอบ ราคาที่ตั้งตามตลาดสิงคโปร์ เป็นแค่ราคาอ้างอิง หลวงปู่ฯ จึงถามว่าเป็นราคาเก็บจริงหรือไม่ นายมนูญ ยอมรับว่า เก็บจริง หลวงปู่ฯ จึงบอกว่านั่นหละคือปัญหา นายมนูญ จึงพูดใหม่ว่ามันเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเทียม หลวงปู่ฯจึงแย้งว่า เราไม่ได้ซื้อน้ำมันจากสิงคโปรไม่ใช่หรือ นายมนูญ อ้างว่า เราซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่เราไม่ตั้งราคาตามต้นทุน เพราะนั่นเป็นการประกันความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการ แต่เราตั้งตามราคาสิงคโปร์ เพื่อเป็นการประกันความเสียงให้ผู้บริโภค หลวงปู่ฯ จึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นอย่าบวกเยอะได้ไหม หรือถ้าน้ำมันที่นำเข้าจากต่างประเทศก็ตั้งราคาตามต่างประเทศ แต่น้ำมันที่ผลิตในประเทศก็ตั้งราคาตามต้นทุนในประเทศ
“ม.ล.จุลเจิม” ซัด ไม่สำนึกบุญคุณบุรพกษัตริย์
ด้าน ม.ล.จุลเจิม ยุคล ในฐานะประชาชนผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แสดงความคิดเห็นว่า ทรัพยากรปิโตรเลียมที่มีอยู่ทุกวันนี้ บุรพกษัตริย์ได้ปกป้องรักษาไว้ให้พวกเรา แต่ทำไมเราไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กลับไปยกย่องบริษัทต่างชาติ เช่น เชฟรอน ว่ามีบุญคุณกับเรา นายคุรุจิต นาครทรรพ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตอบว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ได้ออกมาโดยชอบ มีพระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การให้สัมปทานก็ทำโดยชอบตามกฎหมาย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงไม่ได้ห้ามเอาทรัพยากรมาทำประโยชน์ ไม่ได้ห้ามเอกชนมาสำรวจ และความจริงกฎหมายปิโตรเลี่ยมนั้นมีประโยชน์ ทำให้เรามีปิโตรเลียมเพิ่มพูนขึ้นมาก จากที่เราเคยนำเข้า 100% ตอนนี้เรานำเข้าแค่ 45%
หลังจากนั้น ในช่วงเวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอทิศทางการปฏิรูปพลังงาน โดยหลวงปู่พุทธะอิสระจะรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อ คสช.ในวันถัดไป

หลวงปู่พุทธะอิสระเผยผลถกพลังงาน : http://youtu.be/oEwSJ09WWdw

ปิยสวัสดิ์ ยอมรับว่าไม่ได้ส่งคืนท่อก๊าซในทะเล โดยอ้าง..ศาลไม่ได้สั่งให้คืน
อ้าว... ถึงคุกนะครับ อ่านคำพิพากษาไม่เข้าใจ แล้วทำมึนไม่คืน ... ยักยอกทรัพย์ คุกนะครับ
ปิยสวัสดิ์ ลั่นแยกทรัพย์สิน ปตท. ตามคำสั่งศาลปกครองแล้ว รับยังส่งท่อก๊าซไม่ครบ

วันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จัดเสวนาถามตอบปัญหาพลังงานแห่งชาติ โดยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ปตท. หรือ บอร์ด ปตท. นพ.มนูญ ศิริวรรณ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเสวนา

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. มอบหมายให้มี พล.อ.ต.สราวุธ กลิ่นพันธุ์ มาร่วมการเสวนาแทน โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานตั้งคำถามว่า ปตท.ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่สั่งการให้ ปตท.แบ่งแยกทรัพย์สินและคืนท่อก๊าซให้กับประชาชนหรือไม่

ซึ่งนายปิยสวัสดิ์ ชี้แจงว่าบริษัท ปตท.ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองที่สั่งให้แบ่งแยกทรัพย์สิน โดยได้ทำตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2553 ทุกอย่าง



ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี
ขณะที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ นำข้อมูลแย้งอีกว่า ในหนังสือคำสั่งของ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีหนังสือแจ้งว่า ปตท. ยังส่งมอบทรัพย์สินไม่ครบ คือ ท่อก๊าซที่วางอยู่ในทะเล ซึ่ง นายปิยสวัสดิ์ยอมรับว่า ท่อก๊าซ ปตท.ยังไม่ได้ส่งคืนให้กระทรวงการคลังเพราะในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้ระบุไว้ว่าให้ ปตท.ต้องส่งคืนท่อก๊าซ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงช่วงนี้ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มดุเดือดหลังคำชี้แจงของ นายปิยสวัสดิ์ กลุ่มค้านพลังงานได้ลุกขึ้นโต้แย้ง จนทำให้ หลวงปู่พุทธะอิสระที่ทำหน้าที ผู้ดำเนินรายการและควบคุมบนเวทีเสวนายุติการโต้แย้งในประเด็นคำสั่งศาลปกครองให้คืนหรือไม่คืนท่อก๊าซ โดยบอกว่าหากยังไม่มีข้อยุติ ตัวเองจะเป็นผู้ยื่นคำร้องให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาใหม่ และสั่งให้ผู้เห็นต่างห้ามตะโกนโห่ผู้ชี้แจงบนเวที

สรุปสาระสำคัญในการดีเบต @สโมสร ทบ. วันที่ 27 ส.ค.57 เวลา 09.20 - 13.00 น.ที่ สโมสร ทบ. ถ.วิภาวดี ฯ เพิ่มเติม การเสวนาถาม ตอบ การปฏิรูปพลังงาน เพื่อความปรองดองของชาติ จัดโดย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยทางฝ่าย ที่ตั้งคำถามเป็นตัวแทนนักวิชาการ อาทิ - นายวีระ สมความคิด - ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี - นางบุญยืน ศิริธรรม - นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา - นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ - พ.ท. พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี - ส่วนฝ่ายผู้ตอบ ฝั่งปตท.และกระทรวงพลังงาน นำโดย ดร.ปิยสวัสดิ์ อมรานันท์ ประธานบอร์ด ปตท. และทีมกฎหมายของทางปตท. ซึ่งมี หลวงปู่พุทธะอิสระ เป็นประธานในการจัดการเสวนา และเป็นตัวกลางในการถามตอบ ทั้งนี้การถามตอบของฝ่ายปฏิรูปพลังงาน กับ หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทปตท.จำกัด มหาชน ซึ่งผู้ชี้แจงต้องมีการยื่นเอกสารประกอบ และต้องรับผิดชอบคำพูดของตนเอง ซึ่งทั้งหมดจะมีผลทางกฎหมายสำหรับประเด็นสำคัญ มีดังนี้ 
1.  ประเด็น แยกทรัพย์สินที่เป็นของรัฐ และ ของบริษัท ปตท. ออกจากกัน และคืนทรัพย์สินของรัฐให้กับรัฐ - นายวีระ สมความคิด ได้ตั้งถามถึง คำสั่งศาลปกครองที่ ปตท.ใช้ในการอ้าง ว่า ปตท.การคืนท่อก๊าซ ครบแล้ว ยังไม่ได้พิจารณา ถึงข้อเสนอของ สตง.ที่ระบุว่า ปตท.ยังคืนทรัพย์ไม่ครบ ซึ่ง ทาง สตง. เคยขอให้ศาลปกครอบเอาเรื่องการคืนท่อก๊าซ พิจารณาใหม่  ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กล่าวถึง มติ ครม วันที่ 10 สิงหาคม 2553 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ระบุ ว่า ปตท. ต้องแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นของรัฐ และ ของบริษัท ปตท. ออกจากกัน และคืนทรัพย์สินของรัฐให้กับรัฐ ทั้งนี้เมื่อในการประชุม ครม.วันที่ 23 ต.ค. 2555 ทาง ครม.ก็มีการรับทราบว่า ปตท. คืนครบแล้ว แต่เมื่อ ม.ล. กรกสิวัฒน์ ตรวจสอบ ไปยัง สตง. กลับพบ ว่า ปตท.ยังคืนท่อก๊าซไม่ครบ - นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ได้ตอบคำถามว่า ศาลปกครองสั่งให้คืนท่อก๊าซที่อยู่บนบก ไม่ได้ระบุว่า ให้คืนทั้งหมด ซึ่ง ปตท. ก็ได้คืนไปหมดแล้วตามคำสั่งศาลปกครอง เวลา 10.40 น. บรรยากาศ ในห้องประชุมเริ่มวุ่นวาย ทางพระพุทธอิสระ ให้ภาคประชาชนและ ทาง ปตท.ไปเตรียมเอกสารและหลักฐานมายื่นกับตน เพื่อที่จะนำไปยื่น ต่อศาลปกครอง เพิ่มเติมเกี่ยวกับการส่งคืนท่อก๊าซ แล้วจึงข้ามไปหัวข้อเรื่องโครงสร้างก๊าซ LPG 2 ประเด็น โครงสร้างก๊าซ LPG โดยหลวงปู่พุทธอิสระ เป็นคนนำตั้งคำถามให้ฝ่าย ปตท. ตอบ โดยเฉพาะในประเด็นโครงสร้างราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซื้อได้ในราคา ที่ถูกกว่าภาคขนส่งและภาคครัวเรือน - ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้ขอให้ปตท. เปิดรายชื่อบริษัทที่ซื้อปิโตรเคมีทั้ง
2.  ส่วน ว่ามีบริษัทใดบ้าง - นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ได้ชี้แจงว่าการเปิดชื่อบริษัทจะทำให้เกิดความสับสน และความเข้าใจผิดกับประชาชน จึงจะส่งเอกสารบริษัทต่างๆ แทน - ม.ล.กรกสิวัฒน์ เปิดรายชื่อ บริษัทบ้างบริษัทที่ซื้อ ปิโตรเคมีในราคา19 บาท เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีการตั้งขอสังเกตต่อว่า บริษัทที่ซื้อปิโตรเคมี ในราคา 19 บาท จะเป็นบริษัทที่ ปตท. เข้าไปถือหุ้นอยู่ - นายปิยสวัสดิ์ ชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกันแต่จะดูที่สัญญาต่างๆ และปตท. ไม่ได้มีเจตนาในการเปิดบริษัทลูกเพื่อซื้อสินค้าในราคาถูกกว่าตลาด แต่การเปิดบริษัทด้านปิโตรเคมี ถือเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี - คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต กรรมการมูลนิธิเพื่อสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ตอบคำถามว่า ราคาจะถูกหรือแพง ขึ้นอยู่กับว่าราคาเม็ดพลาสติกจะถูกหรือแพง และพยายามชี้แจงว่า ราคาเฉลี่ยที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซื้อคือ 22 บาทกว่าๆ - พ.ท. พญ.กมลพันธุ์ ชีวะพันธุ์ศรี กล่าวว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใช้อภิสิทธิ์ซื้อ LPG เป็นวัตถุดิบในราคาถูก โดยอ้างว่าเป็นอุตสาหกรรม ที่สร้างมูลค่าเพิ่มจำนวนมาก แต่มูลค่าเพิ่มเหล่านั้น ตกเป็นกำไรของบริษัทเอกชน ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ - นายปิยะสวัสดิ์ แย้งว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์ เพราะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้า ขณะที่ราคา LPG ที่ขายให้ภาคครัวเรือน และภาคขนส่งนั้น มีการชดเชยจำนวนมากแล้ว และในต่างประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่เอา LPG มาเผาทิ้ง ในรถยนต์เพราะสามารถนำ ไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า - นายปานเทพ ถามย้ำว่า จากตารางภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีใช้ LPG 37% แสดงว่าใช้มากกว่า ภาคขนส่งและครัวเรือนใช่หรือไม่ - นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตผู้บริหารบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ตอบว่า 37% นั้นเป็นการใช้จากโรงแยกก๊าซ และโรงกลั่นรวมกัน แต่ถ้าใช้จากโรงแยกก๊าซอย่างเดียว ก็พอๆ กันกับภาคอื่นๆ - พ.ท.พญ.กมลพันธุ์ จึงถามย้ำว่า ไม่ต้องแยกระหว่างโรงแยกก๊าซและโรงกลั่น ให้ตอบตรงๆ ว่าใช้มากกว่าภาคอื่นหรือไม่ - นายมนูญ มีอารมณ์แย้งกลับว่า อย่าถามแบบทนาย ตนไม่ใช่จำเลยของใคร ทำให้บรรยากาศ การเสวนาตึงเครียดขึ้น หลวงปู่พุทธะอิสระ จึงขอให้สองฝ่ายสงบสติอารมณ์ลง - นายปิยสวัสดิ์ได้ตอบว่า จากตัวเลขก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ 37% ขณะภาคครัวเรือนและขนส่งใช้ 63% แสดงว่ามากกว่าภาคอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีอยู่แล้ว - นายปานเทพ ถามอีกว่าทำไมจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงแค่ 1 บาท ทั้งที่ซื้อแอลพีจีเป็นวัตถุดิบราคา 11 บาทกว่า แต่ภาคขนส่งและครัวเรือน จ่ายเข้ากองทุนมากกว่า ทั้งที่ซื้อในราคาที่แพงว่า - นายปิยสวัสดิ์ บอกว่า ราคาเฉลี่ยที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซื้อ LPG คือ 22 บาทต่อกิโลกรัม และไม่ได้รับการชดเชยจากกองทุน ในช่วงแรกเหมือนภาคครัวเรือนและขนส่ง จึงเก็บเงินเข้ากองทุนแค่ 1 บาท - ม.ล. กรกสิวัฒน์ ถามว่า ประเทศไทยผลิต LPG ได้ปริมาณมากพอที่จะใช้ในภาคครัวเรือนและขนส่ง เพราะฉะนั้นถ้าให้ LPG ที่ผลิตได้นำมาใช้เฉพาะภาคครัวเรือน และขนส่ง ที่ประสบความเดือดร้อนได้หรือไม่ ส่วนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ให้นำเข้า LPG จากต่างประเทศมาใช้ - นายปิยสวัสดิ์ ตอบว่าถ้าจะทำแบบนั้นก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล และเราต้องดูที่มาที่ไปของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ - น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ถามว่า ปตท.สามารถกำหนดราคาซื้อเองได้ อย่างนี้เป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่ ปตท. เป็นเสือนอนกินใช่หรือไม่ - นายปิยสวัสดิ์ ตอบว่า ปตท. ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ จะทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่ก็ต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นด้วย เนื่องจากมีเอกชนถือหุ้น 49% จะต้องต้องทำตามกฎหมาย ของหลักทรัพย์ 
3.  ประเด็นการถือหุ้น ปตท. - นายวีระ สมความคิด ได้ลุกขึ้นถามถามว่า ที่นั่งอยู่ในห้องประชุมนี้มีใครถือหุ้น ปตท. บ้าง - นายปิยสวัสดิ์ ตอบว่า ตนถืออยู่ 4,400 หุ้น ซึ่งไม่ใช่ข้อห้าม เพราะไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง เพียงแต่ถ้าจะซื้อขาย ต้องแจ้งตลาดหลักทรัพย์ - ม.ล. กรกสิวัฒน์ ถามเพิ่มเติมว่า เพื่อความชัดเจนควรถามว่า ใครถือหุ้นบริษัทในเครือ ปตท. ด้วยบ้าง และมูลค่าหุ้นทั้งหมดเท่าไหร่ - นายปิยสวัสดิ์บอกว่า ถ้าอย่างนั้นต้องไปตรวจสอบก่อน และจะส่งรายละเอียดให้อีกครั้ง - นายไพรินทร์ ตอบว่าสามารถเปิดดูได้ ในรายงานประจำปีของ ปตท. หรือเข้าไปดูในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ - นายวีระ จึงถามย้ำว่า ตกลงมีหรือไม่มี และมีเท่าไหร่ - นายไพรินทร์ ตอบว่า ต้องไปดูรายละเอียดก่อน - นายวีระจึงถามอีกว่า แสดงว่ามีมากใช่ไหม ทำให้มีเสียงฮือฮาจากผู้ร่วมเสวนา - หลวงปู่พุทธะอิสระ จึงบอกว่าให้ทั้งสองฝ่ายอย่าทะเลาะกัน และหลวงปู่ฯ ขอถามแทนว่าใครมีหุ้น ปตท. บ้างขอให้ยกมือ ซึ่งปรากฏว่า นายปิยสวัสดิ์ และนายไพรินทร์ยกมือ หลวงปู่ฯ จึงบอกว่าให้ส่งรายละเอียด มาให้ทีหลัง จากนั้นข้ามประเด็นนี้ไป 
4.  ประเด็นการส่งออกน้ำมันเบนซีน และน้ำมันเตา มีการซักถามในประเด็นการส่งออก น้ำมันเบนซินและน้ำมันเตา ในราคาที่ถูกกว่าราคาขายปลีก น้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย โดย - นายปิยสวัสดิ์ตอบว่า เราส่งออกน้ำมันเบนซิน เพราะว่าในระยะหลังผู้ใช้รถยนต์หันไปใช้เชิงเพลิงเป็นแอลพีจี เอ็นจีวี หรือน้ำมันดีเซลมากขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินคนที่อยู่ที่ 20 ล้านลิตรต่อวัน เราจึงมีเบนซินเหลือส่งออก อย่างไรก็ตามน้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งออกเป็นแค่ส่วนน้อย และส่งออกไปหลายประเทศ ส่วนจะส่งออกลิตรละเท่าไหร่ ขึ้นกับว่าส่งไปที่ไหน แต่ละตลาดราคาแตกต่างกัน และขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีอยู่ที่กรมศุลกากร ส่วนราคาที่ส่งออกก็ไม่ได้ถูกอะไร และคุณภาพก็อาจไม่เหมือนที่ขายในประเทศ ส่วนราคาส่งออก เฉลี่ยอยู่ที่ 20 กว่าบาทต่อลิตร ซึ่งถูกกว่าราคาขายในประเทศ เพราะว่าเขาเสียค่าขนส่ง และไม่รวมภาษี ขณะรายงาน ยังคงอยู่ในระหว่างให้ประชาชน ที่ร่วมรับฟัง ตั้งคำถาม โดยให้ ฝั่งปตท. และกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบ - สรุปการเสวนาในวันนี้เพื่อเป็นแนวทาง ในการนำเสนอและหาทางการลดราคาน้ำมัน และแก๊สหรือยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ขอให้ยกเลิกสูตรกำหนดราคา โดยให้รวบรวมข้อเสนอทั้งหมด มามอบให้หลวงปู่พุทธอิสระ เพื่อจัดทำเป็นรูปเล่มแล้วจะนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป และ คสช. ต่อไป เวทีเสวนายุติแต่เวลานี้ 15.35 น.ส่วนจะจัดเวทีอีกครั้งในพลังงานทางเลือก จะกำหนดอีกครั้ง แยกย้ายเดินทางกลับ - การเสวนาถาม ตอบ การปฏิรูปพลังงาน เพื่อความปรองดองของชาติ จัดโดย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย โดยเป็นช่วงเปิดโอกาสให้ประชาชน ที่ร่วมรับฟังตั้งคำถาม โดยให้ ฝั่งปตท. และกระทรวงพลังงาน เป็นผู้ตอบ พร้อมให้ประชาชนที่ร่วมรับฟัง และนักวิชาการที่อยู่บนเวที เสนอเสนอทิศทางการปฏิรูปพลังงาน “ภายหลังร่วมกัน เสนอแนวทาง การปฏิรูปพลังงาน" เสร็จสิ้น ทั้งนี้ หลวงปู่พุทธอิสระ ได้กล่าวว่า ขอให้ผู้ที่ร่วม เสนอทิศทางการปฏิรูปพลังงานทุกคน ในวันนี้ ส่งให้ทีมงาน เพื่อให้หลวงปู่พุทธอิสระ รวบรวม นำไปเสนอต่อ คสช. ในวันถัดไป นอกจากนี้ หลวงปู่พุทธอิสระ ยังเปิดโอกาสให้ ตัวแทน ปตท. และกระทรวงพลังงาน เสนอข้อคิดเห็น โดยส่วนใหญ่เป็นการยอมรับ ความคิดเห็นของประชาชน พร้อมให้ประชาชน ร่วมกันช่วยประหยัดพลังงานในทุกด้าน เพื่ออนาคตของลูกหลาน ด้านนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วม และวิทยากรทุกคน ที่ร่วมเสวนาในวันนี้ ที่มีวินัยในการรับฟัง และแสดงความคิดเห็น ทำให้การจัดงานเป็นไปด้วยความราบรื่น ทั้งนี้ นางบุญยืน ศิริธรรม ได้เสนอให้ คสช. จัดการเสวนาอีกครั้ง ในเรื่องพลังงานทางเลือก เพราะยังเป็นอีกปัญหาหนึ่ง โดย หลวงปู่พุทธอิสระ กล่าวว่ารับไว้พิจารณา หลวงปู่พุทธอิสระ ได้กล่าวถึงการจัดเสวนาเกิดขึ้นได้ เพราะอยากให้ทุกฝ่ายที่มีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องพลังงาน มาพูดคุยกันเพื่อหาข้อยุติ โดยวันนี้ถือว่าการจัดในวันนี้ คงจะมีความเข้าใจกันในระดับหนึ่ง ในส่วนเรื่องพลังงานทางเลือก ที่จะมีการจัดเสวนาในครั้งต่อไปหรือไม่นั้น จะมีการประสานมาพูดคุยกันอีกครั้ง พร้อมขอบคุณ ทุกฝ่ายทุกคน ที่มาร่วมเสวนาในวันนี้ ในส่วนข้อเสนอในวันนี้ หลวงปู่พุทธอิสระ จะรวบรวมนำเสนอต่อ คสช. ในสัปดาห์หน้า หากไม่ทัน ก็เป็นสัปดาห์ ถัดไป จากนั้นกล่าวปิดการเสวนา - เวลา15.35 น.ยุติการเสวนา ประชาชนทยอยเดินทางกลับ

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook

Follow by Email


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY