GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

นักวิชาการชื่อดังมะกัน “ตบหน้า” รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุปล่อยให้ “ระบอบทักษิณ” คงอยู่ คือ ความตายของประชาธิปไตยไทย





ศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ดับเบิลยู สกอตต์ ธอมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขียนบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทมส์ ตบหน้ารัฐบาลสหรัฐฯที่ประณามการรัฐประหารยึดอำนาจในประเทศไทย และเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในทันที โดยอ้างว่าเป็นหนทางไปสู่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ศาสตราจารย์ผู้นี้ ระบุว่า การให้ระบอบทักษิณปกครองประเทศต่อไป ก็คือ การรับประกันให้ประชาธิปไตยในไทยต้องตายดับสูญไปภายในอนาคตอันใกล้นั่นเอง ขณะที่การสนับสนุนการก่อรัฐประหารยึดอำนาจของฝ่ายทหาร อาจจะเป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กลับคืนมาได้

 ในบทความเรื่อง “Thai coup holds promise of democracy” (รัฐประหารในไทยให้ความหวังแก่ประชาธิปไตย) ดับเบิลยู สกอตต์ ธอมป์สัน (W Scott Thompson) ศาสตราจารย์กิตติคุณทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ แห่งวิทยาลัยนิติศาสตร์และการทูตเฟลตเชอร์ (Fletcher School of Law and Diplomacy) มหาวิทยาลัยทัฟต์ส (Tufts University) กล่าวสรุปถึงการรัฐประหารครั้งล่าสุดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และฝ่ายทหาร ได้บังคับขับไสผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีให้ออกจากอำนาจ โดยผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีผู้นั้นได้เข้าทำหน้าที่นี้หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยุติการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากมีความผิดในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น ในระหว่างที่เธอปกครองประเทศอยู่ ก็คอยรับคำสั่งต่างๆ จากพี่ชายของเธอ -- จอมเผด็จการและอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งหลบหนีไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน
       
       บทความซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ลอสแองเจลิสไทมส์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. และได้รับการตีพิมพ์ซ้ำต่อๆ มา เป็นต้นว่าในเว็บไซต์กัลฟ์นิวส์ (gulfnews.com) ในวันอาทิตย์ (1 มิ.ย.) ชิ้นนี้ ชี้ว่าประเทศไทยได้ตกอยู่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในการประท้วงทางการเมืองยาวนานแรมเดือนระหว่าง “เสื้อเหลือง” -- ซึ่งเป็นคนไทยในเขตชุมชนเมืองผู้สนับสนุนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกลุ่มผลประโยชน์ชนชั้นนำผู้ต้องการให้รัฐบาลที่ครองอำนาจอยู่ออกจากตำแหน่งไป กับ “เสื้อแดง” -- ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้ยากจนกว่าที่พำนักอยู่ในเขตต่างจังหวัด โดยผู้คนเหล่านี้สนับสนุนทักษิณและหาทางให้เขากลับคืนสู่อำนาจ
       
       “ดังนั้น เมื่อมีนายพลผู้มาดมั่นทะเยอทะยานและมีความสามารถผู้หนึ่ง พยายามที่จะทำให้ประเทศชาติมีเสถียรภาพ -- โดยที่ในขณะนี้เขาก็ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งด้วย – มันจึงมีความเป็นไปได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ว่า เขาจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการรัฐประหารทั้งหลายนั้นใช่ว่าจะเลวร้ายไปเสียทั้งหมด” ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันวัย 72 ปีผู้นี้ระบุ
       
       ดับเบิลยู สกอตต์ ธอมป์สัน ซึ่งเคยทำงานอยู่ในคณะรัฐบาลอเมริกัน ทั้งของประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด และของประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน โดยที่เคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯด้วย ชี้ว่า ความปั่นป่วนสับสนทางการเมืองในประเทศไทยนั้นมีรากเหง้าที่ลึกซึ้ง
       
       ในบทความนี้ เขาชี้ว่า ประเทศไทยต้องประสบโชคร้าย เฉกเช่นเดียวกับเยอรมันในยุคทศวรรษ 1930 และอิตาลีในยุคทศวรรษ 1920 ทำให้ได้นักหลอกล่อฉวยโอกาสทางการเมืองซึ่งเที่ยวให้สัญญาต่างๆ มากมาย เข้าครองอำนาจปกครองประเทศ

นักวิชาการชื่อดังมะกัน “ตบหน้า” รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุปล่อยให้ “ระบอบทักษิณ” คงอยู่  คือ ความตายของประชาธิปไตยไทย

  “ทักษิณนั้นทำเงินได้เป็นพันๆ หมื่นๆ ล้านในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ และได้เริ่มซื้อเหล่านักหนังสือพิมพ์ตลอดจนนักการเมืองทางภาคเหนือมาเป็นพวก เขาชนะการเลือกตั้งในปี 2001 อย่างถล่มทลาย และก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของเขา เขาดำเนินการปิดกั้นส่วนต่างๆ ของสื่อมวลชนซึ่งเขายังไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนั้น มีรายงานว่ามีผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยๆ 3,000 คน ถูกฆ่าตายในสงครามปราบปรามยาเสพติดของเขา อีกทั้งแสดงให้เห็นอย่างเต็มตาว่าเขาจะยังครองอำนาจต่อไปอีกยาวนาน” บทความชิ้นนี้กล่าว
       
       “ทฤษฎีเรื่องประชาธิปไตยนั้นไม่เคยเลยที่จะหมายความอย่างง่ายๆ เพียงแค่ว่า การปกครองโดยคนส่วนใหญ่ แน่นอนทีเดียวว่าทักษิณก็ใช้กลไกด้านการตรวจสอบและการคานอำนาจด้วย แต่เป็นชนิดที่แตกต่างออกไป โดยที่เขานำมาใช้เพื่อกระชับฐานอำนาจของเขาให้เข้มแข็ง ทั้งในกิจการตำรวจ และก็ในกองทัพด้วย ถึงแม้มีหลักฐานว่าเขาประสบความสำเร็จน้อยกว่า …”
       
       ศาสตราจารย์อเมริกันผู้นี้ กล่าวว่า “เป็นเรื่องยากลำบากเสมอที่จะอ้างเหตุผลความชอบธรรมให้แก่การทำรัฐประหาร แม้กระทั่งในกรณีที่เป็นการเข้าแทนที่ระบอบปกครองที่ย่ำแย่เต็มที”
       
       อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า “ถ้าหากจะให้เหตุผลความชอบธรรมแก่การต่อต้านการรัฐประหารคราวนี้ ก็จำเป็นจะต้องไปให้ความสนับสนุนต่อทักษิณ บุรุษผู้ซึ่งจะไม่ยอมอดทนต่อการคัดค้านใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งจากสถาบัน และเป็นผู้ซึ่งจะปกครองด้วยกำปั้นเหล็กตราบเท่าที่เขา - หรือผู้ที่เขาคัดเลือกให้มาสืบทอดต่อจากเขา ยังมีชีวิตอยู่”
       
       “โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีความประหลาดใจว่า นายพลผู้นี้ (พล.อ.ประยุทธ์ ) ได้รอคอยมาเป็นเวลายาวนานถึงขนาดนี้ เขาเดินหมากของเขาด้วยความระมัดระวังมาก ด้วยการประกาศใช้กฎอัยการศึกอย่างเป็นกลางๆ ในวันหนึ่ง แล้วจึงเข้ายึดอำนาจในอีกวันหนึ่ง กองทัพไทยไม่ได้ผลิตนายพลที่มีความสามารถอันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางขนาดนี้เลยในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา”
       
       ดับเบิลยู สกอตต์ ธอมป์สัน กล่าวในตอนสรุปบทความของเขาว่า “การเลือกให้ระบอบทักษิณปกครองประเทศต่อไป ก็คือการรับประกันให้ประชาธิปไตยในไทยตายดับสูญไปภายในอนาคตอันใกล้ ขณะที่การสนับสนุนการก่อรัฐประหารยึดอำนาจของฝ่ายทหาร อาจจะ (แค่อาจจะ) เป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กลับคืนมาได้ ความจริงทางประวัติศาสตร์ทั่วๆ ไปนั้นมีอยู่ว่า ระบอบปกครองต่างๆ ที่นำมาซึ่งระเบียบเรียบร้อย อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ขณะที่แทบไม่ปรากฏเลยว่าระบอบปกครองในทางตรงกันข้ามจะสามารถทำอะไรเช่นนี้ได้ ทั้งนี้ระบอบปกครองที่ปล่อยให้ทำอะไรตามใจนั้น มีความโน้มเอียงที่จะนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรง ซึ่งกลายเป็นการสร้างความย่อยยับให้แก่การปกครองอันเรืองปัญญา”




เรื่องราวการซื้อ Nation group ของ SLC ภายใต้นอมินี การซื้อครั้งนี้เท่ากับว่าทางกลุ่มชินวัฒน์จะมีช่องฟรีทีวี 6 ช่องอยู่ในมือ ประกอบด้วย ช่อง Voice , Spring News ,Nation TV, Bright TV , One และ GMM ซึ่งคิดเป็น 25% ของทีวีดิจิตอล ทำให้มีอำนาจต่อรองโฆษณาที่สูงขึ้น การทำ Cross Chanel ก็จะมีมากขึ้น ในมุมของการเมือง เท่ากับว่า จะเป็นทางของการชี้นำผู้คน เพราะช่องข่าวอยู่ในมือไปแล้วกว่าครึ่ง หมอดูที่ชี้ว่า ทักษิณ หมดฤทธิ์ คงต้องกลับไปเผาตำราแน่ๆ งานนี้คงต้องตามกันอย่างใกล้ชิดครับ... โมเดลความสัมพันธ์ภาพของ SLC และกลุ่มชินวัตร
การวางแผนซื้อครั้งนี้ เริ่มจากเข้าซื้อสื่อครั้งแรกคือการเข้าซื้อ"กลุ่มมติชน" ในช่วงเวลานี้ ทำการไล่พวกหัวแข็งและไม่มีอุดมการทางเดียวกันออก ในระยะแรกมีการปรับเปลี่ยน บก.หลายคนออก รวมถึงพี่เก้ ออก แล้วให้หลานชายของคุณช้างเข้ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จในมติชนและข่าวสด จากนั้นทาง SLC ก็เข้าซื้อสื่อในกลุ่ม Nattion โดยเอาหุ้นในมือที่เสริมสินรวบรวมมาให้ ขายต่อ SLC
การซื้อ Tnews เป็นอีกหนทางในการหยุดปากของสนธิญาน เพราะ Tnews ไม่ใช่ของสนธิณานแต่เพียงผู้เดียว มีหุ้นส่วนที่อยู่เบื้องหลังอีก (อันนี้เดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟังที่หลัง) แล้วยังให้สนธิณานดำเนินการบริหารต่อไป เพียงแต่จะบีบให้เดินในทางที่กำหนด
ทำไมถึงต้องซื้อ Tnews ด้วย
การซื้อ Tnews เป็นการกรันตีว่า หากกลุ่มของหยุ่น พลักออกจาก nation จะมีผู้ที่สามารถดำเนินการงานข่าวได้ โดยจะเอาขุมกำลังทั้งจาก มติชน และ Tnews เข้ามาเสียบ เพราะ Nation ได้วางรากฐานทั้ง TV หนังสือพิมพ์ วิทยุ ออนไลน์ ไว้ได้อย่างเข้มแข็งพอควร ในการต่อยอดทำได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญทัพหลวงของคนข่าวยังอยู่ที่ Voice TV ที่พร้อมจะสานงานนี้ต่อ
ภาพของพี่ชิน ที่โดนปรับเปลี่ยนจาก ผอ.ช่อง คงเตรียมพร้อมที่จะเข้าบริหาร Nation ในไม่ช้านี้ เพราะทั้งฝีมือ การยอมรับ ความซื่อสัตย์ ต่อกลุ่มชิน ไม่ต้องสงสัยในตัวพี่ชิน ยิ่งภาพนี้ด้วยคงน่ากลัวขึ้นมากแผนของทักษิณจะซื้อสื่อมาเป็นเครื่องมือของตน


กับดักของรัฐวิสาหกิจ
โดย สิริอัญญา 
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557
หลังมีการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 แล้ว ดูเหมือนว่า คสช. จะเห็นปัญหาโคตรโกงที่โกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวงในรัฐวิสาหกิจเกือบ 60 แห่งทั่วประเทศ จึงได้ตั้งซุปเปอร์บอร์ดเพื่อกำกับ ควบคุม การทำงานของรัฐวิสาหกิจทั้งหลายให้เป็นไปโดยถูกต้อง เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน
บอร์ดบางคน บางหน่วย ที่เหม็นเน่าฉาวโฉ่ก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเอาคนใหม่เข้าไปแทน ซึ่งบางส่วนก็เป็นนายทหาร บางส่วนก็เป็นผู้มีรายชื่อในบัญชีผู้มีคุณสมบัติมาตรฐานที่จะดำรงตำแหน่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจตามที่กระทรวงการคลังได้จัดทำไว้
ตั้งไปตั้งมาบัดนี้เป็นเวลาล่วงเข้าเดือนที่ 7 แล้ว ปรากฏว่าการขยับขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจทั้งหมดแทบไม่ก้าวรุดหน้าไปไหนเลย วัน ๆ มีแต่เรื่องเน่าฉาวโฉ่ และเรื่องราวที่ก่อความเดือดร้อนให้แก่อาณาประชาราษฎร์อย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะในเรื่องการขนส่งและพลังงาน
แม้กระทั่งองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรก็ทำเป็นเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ไม่ใส่ใจไยดีที่จะแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของราษฎร ตามที่รัฐบาลได้กำหนดมาตรการมากหลาย เพื่ออุ้มชูชาติและราษฎรให้พ้นจากทุกข์เข็ญ
หลายหน่วยงานก็รู้ดีกันอยู่ว่า เมื่อตั้งบอร์ดใหม่เข้าไปแล้วไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ดี หรือยังเป็นบอร์ดเก่าอยู่ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ดี แต่พอมีคนส่งสัญญาณว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2559 คนทั้งหลายก็พากันเข้าเกียร์ว่างเพราะไม่แน่ใจในอนาคตของตนว่าจะเป็นอย่างไร จึงพากันรักษาตัวรอดเป็นยอดดี อยู่ไปวันๆ จนปัญหาแก้ไขอะไรแทบไม่ได้
บางหน่วยงานรู้ทั้งรู้อยู่ว่าบอร์ดมีปัญหา เป็นขี้ข้านักการเมือง ยังคงรับคำสั่งนักการเมืองโกงกินอยู่ทุกขั้นทุกตอน แต่จะปรับเปลี่ยนคนใหม่ก็ขัดสน เพราะการจะเปลี่ยนคนใหม่นั้นก็ต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อคุณสมบัติมาตรฐานของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
ครั้นดูรายชื่อแล้วก็ปรากฏว่าบรรดาผู้มีรายชื่อจำนวนมากเป็นลิ่วล้อบริวารนักการเมืองเก่าที่ชงชื่อรอไว้ เผื่ออำนาจวาสนาจะมาหล่นลงบนเท้า ก็จะได้เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจเข้าไปโกงกินกันต่อไป
จึงเป็นเหตุให้ไม่มีการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายหน่วยงาน ทั้งที่ของเก่าก็เน่า จะเปลี่ยนของใหม่ ของใหม่ก็เน่าเหมือนกัน ก็ไม่รู้ว่าจะทำกันอย่างไร ได้แต่ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ขยับไม่ได้ ก้าวขาไม่ออก ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
มิหนำซ้ำ รัฐมนตรีที่มีอำนาจก็วางเฉย เพราะไม่อยากจะมีความขัดแย้งกับใครเนื่องจากคิดว่าอีกไม่นานก็จะมีการเลือกตั้งแล้ว ก็อยู่กันไปวัน ๆ หนึ่ง
สภาพเช่นนี้จึงเป็นที่หวานหมูของนักการเมืองที่เคยมีอำนาจหรือที่เคยวางเอาขี้ข้าบริวารไว้เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหรือเป็นผู้บริหารในรัฐวิสาหกิจ เพราะสามารถโกงกินกันได้เหมือนเดิม
แล้วจะทำอย่างไรกันดี? เพราะจะปล่อยสภาพเช่นนี้ไว้ก็ไม่ได้ จะเปลี่ยนแปลงรึก็จะได้คนใหม่ที่เลวร้ายไม่ต่างจากเดิม แต่สรรพสิ่งนั้นขอเพียงไม่อับจนปัญญาก็สามารถแสวงหาทางออกได้เสมอ และเมื่อใคร่ครวญพิจารณาแล้วก็เห็นว่าหนทางแก้ไขปัญหานี้ก็ต้องเป็นไปตามพระพุทธวจนที่ว่าเหตุอยู่ที่ไหน ต้องแก้ไขที่นั่น
นั่นคือเมื่อเหตุของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่บัญชีผู้มีคุณสมบัติมาตรฐานในการดำรงตำแหน่งรัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลัง ก็จะต้องยกเลิกเพิกถอนบัญชีเหล่านี้เสียทั้งหมด แต่ถ้าหากจะเพิกถอนส่งเดชไปก็อาจจะถูกฟ้องดำเนินคดีต่อศาลให้ได้รับความเสียหายได้ จะแก้ไขกฎหมายหรือจะตั้งข้อกล่าวหาใด ๆ ก็ต้องใช้เวลานาน ไม่ทันการณ์ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง
ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นที่หัวหน้า คสช. จะต้องพิจารณาถึงความร้ายแรงของปัญหาโกงชาติฉ้อราษฎร์บังหลวง ปัญหาไร้ประสิทธิภาพ อันเป็นอุปสรรคขัดขวางการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะต้องแก้ไขด้วยอำนาจพิเศษหรือไม่
ถ้าพิเคราะห์โดยกว้าง โดยลึกแล้ว เห็นจำเป็นที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้ ก็มีหนทางที่จะทำได้ นั่นคือใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 ออกคำสั่งให้ยุบเลิกบัญชีผู้มีคุณสมบัติมาตรฐานในการดำรงตำแหน่งรัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลังเสียทั้งแผง
จากนั้นก็ให้กระทรวงการคลังประกาศโดยทั่วไป ให้คนดีมีฝีมือทั่วแผ่นดินที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายของรัฐวิสาหกิจแสดงความจำนงสมัครเข้าเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ แล้วทำการเลือกสรรบรรจุลงไว้ในบัญชีผู้มีคุณสมบัติมาตรฐานที่จะดำรงตำแหน่งรัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลังได้
หลังจากนั้นก็อาจจะไล่ตะเพิดบอร์ดซังกะบ๊วยเส็งเคร็งทั้งหลายออกไป แล้วตั้งคนใหม่จากบัญชีมาตรฐานนั้นเข้าดำรงตำแหน่งแทน ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจให้ลุล่วงไปได้.



ภาพนี้จะเป็นประวัติศาสตร์ เก็บไว้ให้ดีครับ!!! พิธีการลงนามความร่วมมือรถไฟทางคู่และสินค้าเกษตร ไทย-จีน
สังเกตนายกทั้งสองไม่ได้ยืนข้างหลังรัฐมนตรีที่ลงนามเหมือนปกติทั่วไปแต่นั่งเป็นประธาน เหมือนนั่งคุยกัน เป็น กันเองมากๆครับ นี่คือภาพสะท้อน ไท้จง อี้เจียชิน ตามลายพระอักษรที่สมเด็จพระเทพฯทรงชี้แนะนะครับ
ตอนนี้รัฐบาลจีนสั่งทุกหน่วยงานสนับสนุนรัฐบาลไทยเต็มสูบ ในขณะที่อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ก็เตรียมทำความตกลงมากมาย ส่วนประเทศอาเซี่ยนปั๊กอยู่แล้วครับ โลดเลย

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เส้นเลือดฝอยในสมองแตก

วิธีประถมพยาบาลเบื้องต้น เส้นเลือดฝ่อยในสมองแตกมาฝากค่ะ 
จดและจำเอาไว้กันนะคะเพื่อนๆดีมากๆค่ะ
*เมื่อวานนี้เพื่อนผมนอนๆอยู่เส้นเลือดในสมองแตก,ลูกๆไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลทำให้ขณะนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤติจึงอยากแชร์.... วิธีการ ‘ปล่อยเลือด’ ช่วยชีวิตจาก ‘โรคหลอดเลือดในสมองแตกฉับพลัน’
(ท่านผู้ที่ดูแลพ่อแม่ควรรู้ไว้) จำให้แม่น ๆ เอาไว้ช่วยชีวิตคนได้บุญ
แพทย์อาวุโสแผนโบราณของไต้หวัน ได้ถ่ายทอดวิธีการช่วยชีวิตจาก โรคหลอดเลือดในสมองแตกฉับพลัน ซึ่งลูกกตัญญูหลายท่านเสียใจว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสได้อ่านเรื่องนี้..
เมื่อเส้นเลือดฝอยที่อยู่ในสมองแตก เลือดจะไหลซึมออกมาอย่างช้า ๆ เมื่อพบกับสถานการณ์อย่างนี้ ขอให้ตั้งสติ ไม่ว่าช่วงจังหวะที่เกิดเหตุนั้นอยู่ ณ ที่ใด (ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน หรือ ห้องนั่งเล่น) ขออย่าได้มีการเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยเป็นอันขาด เพราะถ้ามีการเคลื่อนย้าย จะเป็นตัวช่วยเร่งรอยแตกของเส้นเลือดฝอยให้มากขึ้น
สิ่งแรกที่ควรทำคือ ประคองผู้ป่วยให้เอนนั่งตัวตรงมั่นคงก่อน ระวังอย่าให้ล้มเอนลงอีก
เคล็ดลับการปฐมพยาบาล (ปล่อยเลือด)..
ถ้าหากในบ้านมีเข็มฉีดยาอยู่ จะเป็นการดีที่สุด หากไม่มี ใช้เข็มเย็บผ้าก็ได้ แทงเข้าไปที่ปลายนิ้วมือ ทั้ง 10 ของผู้ป่วย (ไม่กำหนดจุดที่แน่นอน แค่ให้ห่างจากปลายเล็บนิ้วพอประมาณ)
แทงให้มีเลือดไหลออกมา (ถ้าเลือดไม่ไหลออกมา ให้ใช้มือช่วยบีบได้) นิ้วละ 1 หยด ประมาณไม่กี่นาทีต่อมา ผู้ป่วยจะฟื้นตื่นขึ้นมา
ถ้ามีอาการปากเบี้ยว ให้ดึงหูทั้ง 2 ข้างของผู้ป่วยจนหูแดง ให้แทงที่ด้านล่างของใบหูทั้งสองข้าง ๆ ละ 2 ครั้ง (ติ่งหู) จนมีเลือดไหลออกมา เพียงไม่กี่นาทีปากก็จะกลับฟื้นคืนสภาพเดิมได้
และให้รอจนกระทั่งผู้ป่วยฟื้นคืนสภาพกลับมาเป็นปกติ โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ผิดปกติแล้ว จึงค่อยนำส่งต่อไปหาแพทย์
ถ้าหากรีบร้อนอุ้มขี้นรถพยาบาลไปหาแพทย์ทันที เกรงว่าในระหว่างทางจะเกิดอาการช็อคขึ้นมาก่อนไปถึงโรงพยาบาล เส้นเลือดฝอยในสมองของเขาอาจแตกเพิ่มจนเกือบหมด ในกรณีที่โชคดีไม่ถึงตาย ก็อาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาตก็ได้
ถ้าหากว่า พวกเราสามารถจดจำวิธีการนี้ จะสามารถช่วยเหลือได้ทันที ในช่วงระยะเวลาที่สั้น ๆ นี้ สามารถทำให้ฟื้นคืนจากความตายได้ อีกทั้งยังช่วยให้รักษาที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น จะมีความสมบูรณ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
หากคิดว่าเป็นประโยชน์ให้ช่วยส่งต่อ คุณพ่อแม่ของพวกเราอยู่ในวัยสุ่มเสี่ยง อาจได้ใช้ประโยชน์นะครับ
CR:อ.มาศ ซินแสไฮเทค



วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เส้นเลือดฝอยในสมองแตกมาฝากค่ะ   จดและจำเอาไว้กันนะคะเพื่อนๆ ดีมากๆ ค่ะ
*เมื่อวานนี้เพื่อนผมนอนๆอยู่เส้นเลือดในสมองแตก,ลูกๆไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลทำให้ขณะนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤติจึงอยากแชร์.... วิธีการ ‘ปล่อยเลือด’ ช่วยชีวิตจาก ‘โรคหลอดเลือดในสมองแตกฉับพลัน’
(ท่านผู้ที่ดูแลพ่อแม่ควรรู้ไว้) จำให้แม่น ๆ เอาไว้ช่วยชีวิตคนได้บุญ
แพทย์อาวุโสแผนโบราณของไต้หวัน ได้ถ่ายทอดวิธีการช่วยชีวิตจาก โรคหลอดเลือดในสมองแตกฉับพลัน ซึ่งลูกกตัญญูหลายท่านเสียใจว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสได้อ่านเรื่องนี้.......


เมื่อเส้นเลือดฝอยที่อยู่ในสมองแตก เลือดจะไหลซึมออกมาอย่างช้า ๆ เมื่อพบกับสถานการณ์อย่างนี้ ขอให้ตั้งสติ ไม่ว่าช่วงจังหวะที่เกิดเหตุนั้นอยู่ ณ ที่ใด (ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน หรือ ห้องนั่งเล่น) ขออย่าได้มีการเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยเป็นอันขาด เพราะถ้ามีการเคลื่อนย้าย จะเป็นตัวช่วยเร่งรอยแตกของเส้นเลือดฝอยให้มากขึ้น
สิ่งแรกที่ควรทำคือ ประคองผู้ป่วยให้เอนนั่งตัวตรงมั่นคงก่อน ระวังอย่าให้ล้มเอนลงอีก
เคล็ดลับการปฐมพยาบาล (ปล่อยเลือด)..
ถ้าหากในบ้านมีเข็มฉีดยาอยู่ จะเป็นการดีที่สุด หากไม่มี ใช้เข็มเย็บผ้าก็ได้ แทงเข้าไปที่ปลายนิ้วมือ ทั้ง 10 ของผู้ป่วย (ไม่กำหนดจุดที่แน่นอน แค่ให้ห่างจากปลายเล็บนิ้วพอประมาณ) แทงให้มีเลือดไหลออกมา (ถ้าเลือดไม่ไหลออกมา ให้ใช้มือช่วยบีบได้) นิ้วละ 1 หยด ประมาณไม่กี่นาทีต่อมา ผู้ป่วยจะฟื้นตื่นขึ้นมา   ถ้ามีอาการปากเบี้ยว ให้ดึงหูทั้ง 2 ข้างของผู้ป่วยจนหูแดง ให้แทงที่ด้านล่างของใบหูทั้งสองข้าง ๆ ละ 2 ครั้ง (ติ่งหู) จนมีเลือดไหลออกมา เพียงไม่กี่นาทีปากก็จะกลับฟื้นคืนสภาพเดิมได้
และให้รอจนกระทั่งผู้ป่วยฟื้นคืนสภาพกลับมาเป็นปกติ โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ผิดปกติแล้ว จึงค่อยนำส่งต่อไปหาแพทย์
ถ้าหากรีบร้อนอุ้มขี้นรถพยาบาลไปหาแพทย์ทันที เกรงว่าในระหว่างทางจะเกิดอาการช็อคขึ้นมาก่อนไปถึงโรงพยาบาล เส้นเลือดฝอยในสมองของเขาอาจแตกเพิ่มจนเกือบหมด ในกรณีที่โชคดีไม่ถึงตาย ก็อาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาตก็ได้
ถ้าหากว่า พวกเราสามารถจดจำวิธีการนี้ จะสามารถช่วยเหลือได้ทันที ในช่วงระยะเวลาที่สั้น ๆ นี้ สามารถทำให้ฟื้นคืนจากความตายได้ อีกทั้งยังช่วยให้รักษาที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น จะมีความสมบูรณ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
หากคิดว่าเป็นประโยชน์ให้ช่วยส่งต่อ คุณพ่อแม่ของพวกเราอยู่ในวัยสุ่มเสี่ยง อาจได้ใช้ประโยชน์นะครับ
CR:อ.มาศ ซินแสไฮเทค

เลขที่บัตรประชาชน 2 ตัวท้ายหมายเลขอะไร?







เลขที่บัตรประชาชน 2 ตัวท้ายหมายเลขอะไร?


หยิบ บัตรประชาชนขึ้นมาแล้วรีบตรวจสอบดูว่าเลขที่บัตรประชาชน 2 ตัวท้ายหมายเลขอะไร? จากนั้นนำมาค้นหาความเป็นตัวจริงของคุณ รักร้อน ๆ และจุดอ่อนได้ที่นี่


เลข 01, 10, 19, 28, 37, 46, 55, 64, 73, 82, 91
ตัวจริงของคุณ : เป็น คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง มีคุณธรรมและเมตตาธรรม จิตใจดีมีความรับผิดชอบสูง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เฉลียวฉลาด ปราดเปรื่อง มีปฏิภาณในไหวพริบอันยอดเยี่ยม เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปรารถนาการเป็นบุคคลแถวหน้า และการได้รับความยอมรับนับถือจากผู้คนรอบข้าง
รักร้อน ๆ : ชอบเพศตรงข้ามที่มีความเป็นผู้นำ แต่ขณะเดียวกันก็ยังหลงใหลในความอ่อนโยน อ่อนหวาน และอ่อนไหวของใครบางคน
จุดอ่อน : คุณเป็นคนที่มีโอกาส แต่ต้องพลาดจังหวะดี ๆ ในชีวิตไป หลายครั้ง ก็เพราะเกิดอาการลังเลกล้า ๆ กลัว ๆ และไม่ชอบเสี่ยง

เลข 02, 11, 20, 29, 38, 47, 56, 65, 74, 83, 92
ตัวจริงของคุณ : เป็น คนอ่อนหวาน นุ่มนวลกริยามารยาทเรียบร้อย มีความประนีประนอมสูง รักสันติ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนที่ปากตรงกับใจ คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ซื่อสัตย์ ซื่อตรง และมีอุดมการณ์ รักเพื่อนฝูง รักครอบครัว และรักบ้าน มีจิตใจละเอียดอ่อน มีพรสวรรค์และชั้นเชิงในงานศิลปะทุกรูปแบบ
รักร้อน ๆ : คุณต้องการใครสักคน ที่ทำให้คุณรู้สึกอบอุ่น มั่นคง และเป็นตัวของตัวเอง
จุดอ่อน : คุณเป็นคนหูเบา เชื่อคนง่าย ไม่รู้จักแยกแยะผิดถูก มักเดือดร้อน และเสียชื่อเสียงเพราะตกเป็นเหยื่อของผู้ที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว

เลข 03, 12, 21, 30, 39, 48, 57, 66, 75, 84, 93
ตัวจริงของคุณ : เป็น คนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีความประนีประนอมสูง ปรับตัวเก่ง ช่างเอาอกเอาใจ และแคร์ความรู้สึกของคนชิดใกล้ ร่ำรวยรอยยิ้มและอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี ไม่มีพิษสงอะไรกับใครเขา ปรารถนาให้ทุก ๆ คนในชีวิตมีแต่ความสงบสุข เป็นคนที่ไม่ชอบย่ำอยู่กับที่ จึงขวนขวายศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ ใส่ตัวอยู่เสมอ
รักร้อน ๆ : เก่งมาจากไหน ก็แพ้หัวใจใครสักคนที่อยู่ด้วยแล้วอบอุ่น คอยดูแลเอาใจใส่ยามอยู่ใกล้ และคอยห่วงใยยามอยู่ไกลกัน
จุดอ่อน : เป็นคนที่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตไม่ชัดเจน เปลี่ยนแปลงบ่อยตามสภาพแวดล้อม

เลข 04, 13, 22, 31, 40, 49, 58, 67, 76, 85, 94
ตัวจริงของคุณ : เป็น คนเก็บเนื้อเก็บตัว พูดน้อย ชอบทำอะไรเงียบ ๆ คนเดียว โดดเดี่ยวและรักอิสระ เป็นคนฉลาดคิดและฉลาดทำ ช่างเลือก และชอบการวางแผนล่วงหน้า เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแนวความคิดที่แปลกพิสดารเพียงไร
รักร้อน ๆ : เป็นคนชอบทดลอง ชอบความแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำแบบใคร ดังนั้นใครบางคนที่มากับเรื่องเซอร์ไพร์ส จะสร้างความประทับใจให้คุณอยู่เสมอ
จุดอ่อน : คุณเป็นคนอารมณ์ร้อน โมโหร้าย และเผลอทำอะไรไปโดยไม่ได้ยั้งคิด แต่ยังดีที่เป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว

เลข 05, 14, 23, 32, 41, 50, 59, 68, 77, 86, 95
ตัวจริงของคุณ : เป็น คนที่ทำอะไรรวดเร็ว กระตือรือร้น และไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ เสาะแสวงหาสิ่งแปลกใหม่อยู่ร่ำไป ร่าเริงแจ่มใส ไม่เคร่งเครียด มองทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย หากตั้งใจและลงมือทำ ย่อมประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก รอบคอบและถี่ถ้วน ใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ประมาท ถือหลักปลอดภัยไว้ก่อน
รักร้อน ๆ : คุณ ไม่ชอบเดินทางไกล ไม่ชอบการผจญภัย ไม่ชอบสถานที่แคบ ๆ และไม่ชอบคนใจแคบ คุณจึงชอบความรักที่เรียบง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวายสับสน ขณะเดียวกันก็มีอิสรเสรี มีความเชื่อมั่นในกันและกัน
จุดอ่อน : คุณ เป็นคนที่ชอบสัญญาหรือรับปากใครต่อใครไว้ก่อน ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า เมื่อทำไม่ได้ (ทั้งที่ได้พยายามแล้ว) จึงทำให้คุณดูเหมือนเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือและไว้วางใ

เลข 06, 15, 24, 33, 42, 51, 60, 69, 78, 87, 96
ตัวจริงของคุณ : เป็น คนสุภาพเรียบร้อย กริยามารยาทนุ่มนวล อ่อนช้อย พูดจาไพเราะมักมีอุดมการณ์ และทัศนคติส่วนตัวที่ไม่เหมือนใคร และพร้อมที่จะโดดเดี่ยวตามลำพังเพื่อความฝันของตัวเอง มีเหตุผล และเป็นคนช่างคิด
รักร้อน ๆ : คุณเสาะแสวงหาใครสักคนที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดี เสมอต้นเสมอปลาย และไว้วางใจได้
จุดอ่อน : เป็นคนที่เห็นแก่พวกพ้องมากกว่าสิ่งอื่นใด ใจอ่อน และไม่เป็นตัวของตัวเอง

เลข 07, 16, 25, 34, 43, 52, 61, 70, 79, 88, 97
ตัวจริงของคุณ : เป็น คนอ่อนน้อมถ่อมตัว พูดน้อย พูดจริง ไม่ชอบการคุยโม้โอ้อวด หรือการยกตนข่มท่าน สติปัญญาดี มีความเจริญก้าวหน้าในการศึกษาแล







วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ความรู้เกี่ยวกับ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์




ความรู้เกี่ยวกับ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่พวกเราควรรู้...!!!

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กับ "ทรัพย์สินราชวงศ์จักรี" กับ "ทรัพย์สินส่วนพระองค์

โดย อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ก่อนอื่นเราต้องแยกระหว่างคำว่า "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กับ "ทรัพย์สินราชวงศ์จักรี" กับ "ทรัพย์สินส่วนพระองค์" ให้เข้าใจเสียก่อน จึงจะได้ไม่สับสน

1.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คือ ทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายถึงสถาบันฯ ที่ไม่ใช่ตัวบุคคลที่ดำรงพระยศเป็นพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ต้นราชวงศ์จักรี พูดง่ายๆก็คือเป็นสมบัติของชาติชนิดหนึ่ง หมายถึงเป็นสมบัติของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีมาตั้งแต่เริ่มตั้งราชวงศ์จักรีสืบทอดเรื่อยมาต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ทรัพย์สินส่วนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติ์ราชวงศ์จักรีซึ่งเป็นเจ้าของเดิม จึงตั้งชื่อเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลังอีกที

ส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ได้รับพระเกียรติ์ให้ทรงสามารถแต่งตั้งคณะกรรมไปช่วยดูแลการทำงานได้ 4 คน โดยมีรมต.กระทรวงการคลังเป็นประธาน และมีผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้บริหาร

แต่ทั้งหมดนี้ต้องนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเท่านั้นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้นำทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไปใช้ในเรื่องส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์เลย แต่นำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสังคมทั้งหมด

แต่ถ้าสำนักงานทรัพย์สินฯ อยากจะบริจาคเงินให้มูลนิธิต่างๆ ของในหลวง ก็ย่อมทำได้ และตามกฏหมายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินจึงไม่ต้องเสียภาษี

แต่ส่วนเงินปันผลที่ได้จากการถือหุ้นบริษัทต่างๆก็มีการหักภาษีณ.ที่จ่ายตามปกติ (ข้อมูลทั้งหมดจากเว็บสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสามารถติดตามการทำงานต่างๆของสำนักงานฯได้เช่นกัน)

ส่วนรายได้ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็จะนำไปลงทุนในกิจการต่างๆเพื่อออกดอกผล แต่ทั้งหมดเมื่อได้มาก็เพื่อนำไปส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมต่อไปแต่จะมีเงินส่วนหนึ่งที่จะถวายให้ในหลวงในแต่ละปี เพื่อไปใช้ตามพระราชอัธยาศัยบ้างตามสมควร (ก็อาจถือว่าเป็นเงินเดือนโดยตำแหน่งก็ได้ เราต้องไม่ลืมนะครับว่า เดิมทรัพย์สินตรงนี้เดิมเป็นของราชวงศ์จักรีมาก่อน พอเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ไปขอของๆพระองค์ ให้มาเป็นสมบัติชาติ )

2.ทรัพยสินส่วนพระองค์อันนี้แปลง่ายๆ ก็คือทรัพย์สินส่วนตัวของในหลวง ซึ่งต้องเสียภาษีอากรให้แก่รัฐ และมูลนิธิตางๆที่ในหลวงทรงริเริ่มตั้งก็จะนำมาจากทรัพย์สินส่วนพระองค์ก่อตั้งทั้งสิ้นครับ เช่นมูลนิธิอานันทมหิดล จุดประสงค์เพื่อมอบทุนให้แก่นักเรียนเรียนดีไปศึกษาต่อต่างประเทศในสาขาวิชาสำคัญๆที่ขาดแคลนในประเทศมูลนิธิชัยพัฒนา เป้าหมายที่สำคัญคือ เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนให้มีความร่มเย็นเป็นสุข และอยู่ดีกินดี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศ คือ “ชัยชนะแห่งการพัฒนา (ดูรายละเอียดได้ที่เว็บมูลนิธิชัยพัฒนา) และยังมีอีกหลายๆมูลนิธิเช่น มูลนิธิราชประชาสมาสัย เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อนและญาติ เป็นต้น

3.ทรัพย์สินของราชวงศ์จักรีอันนี้เป็นทรัพย์สมบัติที่อยู่ภายใต้การดูแลจากรมธนารักษ์ เช่นสิ่งของมีค่าทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลต่างๆที่ผ่านมา เช่นเหรียญกษาปณ์ เครื่องราชอิสริยยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือจะเป็นสำนักพระราชวัง รัฐบาลให้งบประมาณปีละประมาณ 2,000 ล้านบาทแก่สำนักพระราชวังซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีโดยตรง และมีเลขาธิการพระราชวังบริหาร ส่วนหน้าที่ดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งจัดการงานคลังหรืองานอื่นๆอีกมากมาย (ไปดูได้ที่เว็บสำนักพระราชวัง)

ฉะนั้นใครที่กล่าวหาว่า ในหลวงทรงได้เงินงบประมาณมาก จงรู้ไว้ด้วยว่า งบประมาณที่ได้จากรัฐบาลไม่ใช่จะใช้ส่วนพระองค์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเงินที่จะต้องถวายให้พระบรมวงศานุวงศ์ด้วย รวมทั้งเป็นงบใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือนข้าราชการ ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟค่าซ่อมแซมของพระราชวังที่ยังใช้งานอยู่ทั้งหมดด้วย

ถ้าจำไม่ผิดเงินที่ถวายส่วนตัวที่รัฐถวายให้ในหลวงเป็นส่วนพระองค์จริงๆเดียวน่าจะอยู่ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์แต่ละพระองค์ได้น้อยกว่านี้มาก (ข้อมูลตรงนี้เคยได้อ่านจากนิตยสารสกุลไทย) ซึ่งเงินส่วนนี้ที่ได้รับก็จะถูกแยกนำไปเข้าสู่ทรัพย์สินส่วนพระองค์อีกทีหนึ่งครับ และรายได้ที่ประชาชนทูลเกล้าถวายก็จัดอยู่รวมในทรัพย์สินส่วนพระองค์เช่นเดียวกัน

ซึ่งทั้งหมดนั้นต้องเสียภาษีด้วย (มีนักกีฬาเหรียญโอลิมปิคหรือนักกีฬาเทนนิสชื่อดังอย่างภราดร ก็ยังเคยได้รับการงดเว้นภาษีรายได้จากเงินรางวัลครับ)

••ถามว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์สามารถตรวจสอบได้มั้ย?

••ตอบว่า ได้ครับ เพราะเป็นทรัพย์สินของรัฐประเภทหนึ่งตามที่ได้อธิบายไปแล้ว จึงสามารถตรวจสอบได้ตามกฏหมายครับ

ซึ่งเรื่องนี้ในเว็บของสำนักพระราชวังก็มีบอกไว้ ดูได้จากเว็บสำนักพระราชวัง เรื่อง สิทธิของประชาชน หรือหากใครคิดว่าสงสัยเรื่องความโปร่งใสเรื่องใดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็ทำเรื่องร้องเรียนได้ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้เลยครับ

แต่ถ้าถามว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ต้องเปิดเผยการใช้เงินมั้ย?ต้องตอบว่าไม่มีหน้าที่ แต่ถึงไม่มีหน้าที่ต้องเปิดเผย แต่ในทางปฏิบัติก็มีการเปิดเผยอยู่เพื่อทำเป็นบัญชี แต่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศทั่วไป

แต่ถ้าใครอยากรู้เรื่องไหนก็ไปขอดูได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบ อย่าลืมว่า ทรัพย์สินส่วนนี้แม้ยกให้แผ่นดินก็จริง แต่ถือว่าเดิมเป็นทรัพย์สินส่วนที่ได้มาจากราชวงศ์จักรี ไม่ได้เกิดจากการเก็บภาษีจากประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยและไม่ใช่จากงบประมาณแผ่นดินนะครับ

••ถามว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์สามารถตรวจสอบได้มั้ย?

••ตอบว่า ไม่ได้ครับ ก็เพราะมันเป็นทรัพย์สินส่วนตัวชาติ (ประกอบด้วย 3 สถาบัน) คนไทยทกคนต้องจ่ายภาษีให้สถาบันฯชาติทุกคน ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม

•••แล้วทำไม แค่เงินงบประมาณที่รัฐบาลให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์เพียงปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่างตามข้างต้น กลับมีคนจ้องโจมตี

ก็เพราะคนที่จ้องโจมตีมันไม่ต้องการให้มีสถาบันฯอยู่แล้ว ทุกอย่างจึงล้วนผิดหมดเงินส่วนพระองค์จริงๆปีละประมาณแค่ 100 ล้าน ซึ่งพระองค์ก็นำไปช่วยเหลือประชาชนอีกต่อหนึ่ง

กลับโดนพวกไม่จงรักภักดีสถาบันฯจ้องโจมตี แต่ผู้บริหาร ปตท. มีเงินเดือนๆละ 13 ล้านบาทยังไม่รวมโบนัส กลับไม่มีใครสนใจ

ทั้งๆที่ ปตท.ก็เป็นของประชาชนแท้ๆ แต่ถูกนักการเมืองนำไปแปรรูปฯฉะนั้นการที่ FOBES นำเสนอว่า ในหลวงเรารวยที่สุดในโลกจึงไม่เป็นความจริง

●แต่ถ้านำเสนอว่า ในหลวงคือกษัตริย์ที่มีจำนวนประชาชนร่วมถวายทรัพย์แด่พระองค์ เพื่อให้พระองค์นำไปพัฒนาช่วยเหลือความเป็นอยู่ให้ประชาชนดีขึ้นมากที่สุดในโลกอย่างนี้ ถึงจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดครับ

●●พวกที่ไม่จงรักภักดียังโจมตีเรื่อง รถพระที่นั่งยี่ห้อมายบัค (may Bach) ขอตอบว่า เป็นรถที่บริษัทเดมเลอร์ไครสเลอร์ ได้ทูลเกล้าถวายให้เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองการครองราชครบ 60 ปีเป็นจำนวน 2 คัน

ฉะนั้นใครไม่เชื่อก็ไปถามบริษัทเบนซ์ได้เลยสมัยรัฐบาลทักษิณก็ได้ซื้อถวายเพิ่มอีก 2 คันเพื่อใช้ทดแทนรถพระที่นั่งชุดเก่าที่ทรงใช้มากว่า 30 ปี

ส่วนรถยี่ห้ออื่นไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มหรือโตโยต้าและเบนซ์ล้วนแต่เป็นรถที่ทูลเกล้าถวายฯจากบริษัทรถเป็นส่วนใหญ่ (บริษัทเดมเลอร์มีแผนจะยุบผลิตภัณฑ์ may Bach อีกภายใน 2 ปีข้างหน้า)(แต่พวกชั่วคิดล้มเจ้ายังจะโทษเรื่องการใช้รถราคาแพง ก็น่าจะไปโทษทักษิณมากกว่า เพราะในหลวงท่านไม่เคยรับสั่งว่าต้องซื้อให้ท่าน)

●●และเราต้องเข้าใจคำว่า ร.ย.ล. หรือ ราชยานหลวง เสียก่อนว่า เป็นรถสำหรับใช้ในราชการของสถาบันฯ ไม่ใช่รถส่วนพระองค์

ร.ย.ล. อาจเป็นได้ตั้งแต่รถกระบะที่ใช้งานในวังไปจนถึงรถพระที่นั่งของพระราชวงศ์ ส่วนรถมายบัคที่เป็นรถพระที่นั่งก็เปรียบ เสมือนรถประจำตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่รถส่วนพระองค์ของในหลวงนะครับ โปรดทำความเข้าใจด้วยครับ

●ส่วนเรื่องพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพพระพี่นาง ที่โดนโจมตีจากพวกไม่จงรักภักดีฯ ข้อนี้ผมไม่อยากเถียง เพราะคนที่รักก็มองอีกมุมหนึ่ง คนที่ไม่รักไม่ภักดีย่อมต้องมองอีกมุมหนึ่ง เถียงไปก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะสร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทไปเปล่าๆ

และจะเป็นการเข้าทางพวกไม่จงรักภักดีได้ฯ เพราะพวกนี้เป็นฝ่ายอยู่ในที่มืด พวกนี้ไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้ว แต่เราผู้จงรักภักดีฯอาจกลายเป็นเหยื่อเอง

ผมบอกได้แค่เพียง งบประมาณที่ซื้อโน้ตบุ้คใหม่ๆเจ๋งสุดๆให้พวกบรรดาสส.และ สว.รวมถึงคณะรัฐมนตรีทั้งสภา รวมกับงบซื้อรถหรูๆประจำตำแหน่งรัฐมนตรีที่เปลี่ยนก็ออกบ่อยๆ เป็นเงินมากมายก็ยังไม่เห็นมีใครโวยกันเลย

ฉะนั้นการเถียงกันเรื่องแบบนี้จึงยากที่จะจบ มันขึ้นอยู่กับมุมมองและความรู้สึกด้วย(แต่ถ้าเรามองโลกในแง่ดี ก็จะรู้ว่า ช่างฝีมือทุกแขนงอยากมีที่ที่ได้แสดงฝีมือเพื่อเป็นการฝึกฝนและเป็นการเรียนรู้เพื่อสืบสานงานศิลปะชั้นสูง ที่ยากนักจะได้มีโอกาสได้ฝึกฝนอย่างเห็นเป็นรูปธรรมและใช้งานได้จริงๆ

ศิลปะจากงานสร้างพระเมรุบางอย่างกำลังจะสูญหายไป เหลือแต่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งนั่นหมายถึงศิลปะที่ตายแล้ว

และศิลปกรรมในการสร้างพระเมรุนั้น ไม่ใช่มีเฉพาะสิ่งที่เก่าๆที่สืบทอดมาเท่านั้น แต่ได้มีการประยุกต์และคิดค้นใหม่เพิ่มเติมเข้าไปด้วยหลายอย่าง ศิลปกรรมบางอย่างไม่อาจพบเห็นได้จากงานทั่วไป จะมีให้ได้เห็นเฉพาะงานพระราชพิธีเท่านั้น

"ศิลปะบางครั้งวัดกันไม่ได้ที่ราคา แต่มันอยู่ที่คุณค่ามากกว่า" หากผมอยากจะมองในแง่ร้ายก็สามารถคิดได้สามารถหาเหตุผลมาโจมตีได้เหมือนกัน

แต่ผมเลือกที่จะอยู่ฝั่งเข้าใจเหตุผลในแง่มองโลกในแง่ดีมากกว่า และในฐานะคนไทยคนนึง ผมยินดีที่ถวายให้พระองค์อย่างสมพระเกียรติ)

อย่าลืมนะครับว่า ในหลวง ร.9 คือบุคคล ไม่ใช่สถาบันฯ แต่ในหลวง ร.9คือส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ การที่ FOBES จัดอันดับเป็นเรื่องของทรัพย์สินที่รวมส่วนของสถาบันฯ เข้าไปคิดด้วย และไม่ใช่เงินสดทั้งหมด

เป็นเพียงค่าประมาณการว่าถ้ามีการขายจะมีมูลค่าประมาณนั้น แต่ในความเป็นจริง แทบไม่มีการขายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เลยน้อยมาก เช่นที่ดินก็มีแต่ให้เช่าเป็นส่วนใหญ่ และให้เช่าในราคาถูกกว่าราคาตลาดหลายเท่ามาก

แต่ทั้งหมดที่เขียนมา พวกไม่จงรักภักดีเขาไม่เชื่อผมหรอก พวกนี้ก็ยังคิดโทษอยู่อย่างเดียวว่า คนไทยจน คนไทยไม่เจริญเท่าญี่ปุ่นเพราะสถาบันฯเป็นต้นเหตุทั้งหมด เหตุผลอื่นๆเป็นเรื่องรองๆและไม่สำคัญไปหมดหากผมจะถามเล่นๆว่า จะมีใครกล้าเอาหัวและตระกูล 7 ชั่วโคตรของตัวเองเป็นประกันได้บ้างว่า

หากไม่มีสถาบันฯแล้ว ไทยเราจะเจริญแบบญี่ปุ่นกับสิงคโปร์ จะไม่เป็นแบบพม่าหรือฟิลิปปินส์ จะมีนักการเมืองที่โกงกินกันน้อยลงจากการจัดอันดับของต่างประเทศ และคนไทยจะรักกันไม่แตกแยกไม่ฆ่ากันเพื่อชิงอำนาจ?

●●ขอย้ำจุดประสงค์ของผมอีกครั้ง ผมไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกไม่จงรักภักดีสถาบันฯเลยแม้แต่คนเดียว แต่ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเป็นภูมิต้านทานทางความคิดให้แก่คนที่จงรักภักดีสถาบันฯ และให้คนไทยได้รับรู้ว่า ประเทศไทยมีผู้คิดล้มล้างระบบสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่จริง"

การจ้องด่าและจับผิดนั้นทำง่าย แต่การพยายามทำดีโดยไม่มีที่ตินั้นทำยากที่สุด แม้องค์ศาสดาของทุกๆศาสนาเองก็ยังไม่พ้นคนนินทาเลย ธรรมดาของโลกครับ"

อาจารย์ บวรศักดิ์ ได้กล่าวไว้ .....

วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ที่มาของ โฉนด ชื่อ "ภูมิพลอดุลยเดช เกษตรกร"





 OLYMPUS DIGITAL CAMERA

“ภูมิพลอดุลยเดช เกษตรกร” ชื่อโฉนด ที่ใครต่อใครที่ได้พบเห็นต่างพากันประหลาดใจ 

      เช่นเดียวกับเจ้าของที่บริเวณอ่างเก็บน้ำหนองเสือ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเมื่อครั้งปี 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงซื้อที่ดินผืนนี้จากราษฎร ประมาณ 120 ไร่ และต่อมาปี 2552 ทรงซื้อแปลงติดกันเพิ่มอีก 130 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมด 250 ไร่ 

      โดยพระองค์ท่านได้พระราชทานชื่อโฉนดดังกล่าวว่า “ภูมิพลอดุลยเดช เกษตรกร” 

      จากพื้นที่เดิมเป็นดินลูกรัง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น มีเพียงต้นยูคาลิปตัสเท่านั้น 

d0818aa-1_14      แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระราชหฤทัยในการฟื้นฟูพื้นดินดังกล่าว ทำให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวา และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดโครงการดังกล่าวโดยการนำมันเทศวางบนตราชั่ง 

                     พร้อมทั้งพระราชทานชื่อโครงการดังกล่าวว่า “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ”

  ชั่งหัวมัน (ช่างหัวมัน) หากตีความหมายตามสำนวนไทย ก็หมายถึง “ไม่ต้องไปสนใจ อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ใครจะทำอะไรก็ทำไป เราไม่ต้องไปใส่ใจ” มีผู้รู้ให้ความเห็นส่วนตัวไว้ว่า 

     “ให้เรากลับมาหาสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่จำเป็นพื้นฐานของชีวิต ใครจะเจริญทันสมัย เจริญทางวัตถุก็ปล่อยเขาไป ไม่ต้องสนใจ เรากลับมาหาสิ่งสำคัญ จำเป็นพื้นฐานของชีวิต ให้ชีวิตเรามีพออยู่ พอกิน มีอาหารไม่ต้องมีอย่างคนอื่น แต่มีความสุขก็เพียงพอ เช่นเดียวกับ หัวมัน ที่เป็นพืชใต้ดินที่ไม่มีใครเห็น ดูๆ ไปแล้วก็ไม่มีค่าอะไร เป็นพืชที่ขึ้นง่าย ขึ้นในทุกสภาพอากาศ แม้ในที่ที่แล้งที่สุด หัวมันก็ยังขึ้นได้ หัวมันจึงเป็นสัญลักษณ์ ของสิ่งมีค่า ในยามวิกฤตที่สุด ไม่มีข้าว ไม่มีปลา ก็ยังมีหัวมันที่เราสามารถใช้ประทังชีวิตได้ “ 

 นั่นแสดงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงเป็นนักปราชญ์ มีสายพระเนตรยาวไกลและความคิดลึกซึ้ง ชั่งหัวมันจึงมีความหมายมากกว่าเพียงแค่การนำหัวมันมาชั่ง 

     “…คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้น ก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน  และยิ่งในสมัยนี้  ระยะนี้  เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะว่าถ้าไม่มีการร่วมมือกัน ก็ไม่ก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ  เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน  แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดร่วมกันทำ และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า  ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ…” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 

 “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ” ถือเป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยพระองค์ทรงเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก แล้วให้ภาครัฐและชาวบ้านร่วมกันดูแล พืชเศรษฐกิจที่ปลูกภายในโครงการดังเช่น สับปะรด มะพร้าว มะนาว มะขาม ข้าวปทุมธานี 80 ข้าวหอมมะลิ น้อยหน่า รวมทั้งมันเทศ เป็นต้น 

      ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนมากมาย ที่เข้ามาเที่ยวหรือศึกษาดูงาน ทางโครงการจะมีวีดีทัศน์แนะนำโครงการ พร้อมทั้งรถเยี่ยมชมโครงการดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำรายละเอียด ตลอดระยะทาง 2 ข้างทางที่เยี่ยมชม 

 NjpUs24nCQKx5e1DG7nNKCtVHjerPhcgratc0SH1qqG      ซึ่งส่งผลให้ผู้เข้าชมโครงการได้รับความรู้และเกิดความประทับใจ ถือว่าตรงตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชน สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่เกษตรในท้องถิ่น ทั้งเรื่องพลังงานทดแทน เกษตรกรรมแบบผสมผสาน และเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม 

      กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้าร่วมสนองพระมหากรุณาธิคุณพัฒนา และต่อยอดโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป 

      ด้วยการจัดตั้งโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบริเวณ พื้นที่โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก – เขาเตาหม้อ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA       เพื่อสร้างประโยชน์ด้านน้ำให้แก่ราษฎรในพื้นที่ และเป็นการพัฒนาการเก็บกักน้ำ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำและป่าให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น โดยมีการเพิ่มลานเอนกประสงค์ 2 พร้อมกับเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างลานเอนกประสงค์ จากฐานรากแบบแผ่เป็นฐานรากแบบเสาเข็ม และเพิ่มการก่อสร้างคันดินชั่วคราว เพื่อกักเก็บน้ำระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งปรับแก้ไขตำแหน่งของสะพานทางเดินข้ามอ่างเก็บน้ำ, ลานเอนกประสงค์ 1, ลานพักทางเข้า และเกาะชมนก ใช้งบประมาณกว่า 12,368,000 บาท 

โครงการชั่งหัวมัน-790x527 

d0818aa-3_11      โดยอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้เดินทางเข้าติดตามความคืบหน้าโครงการดังกล่าวพร้อมคณะกล่าวว่า 

     ” กรมทรัพยากรน้ำเข้ามามีส่วนในการฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่ของโครงการชั่งหัวมันฯ เราทำเพื่ออำนวยความสะดวกไม่ใช่เพื่อคนที่มาเยี่ยมชมโครงการเท่านั้น แต่เรายังทำเพื่อรักษาระบบนิเวศด้วย เราสร้างเกาะให้นกมาอยู่ สร้างสะพานให้คนข้าม เราจะทำให้ครบทุกมิติ เพื่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ที่สำคัญมีความตั้งใจมั่นที่จะทำถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนนี้ความคืบหน้าของโครงการ 70% แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 15 พ.ย. นี้” 

IMGP6074r     โครงการชั่งหัวมันที่สมบูรณ์ ต้องมีแหล่งน้ำที่มีประสิทธิภาพ นั่นแสดงถึง ความสำคัญของน้ำที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ทั้งน้ำอุปโภคและบริโภค รวมทั้งเสริมในด้านการเกษตร ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2529 สวนจิตรลดา ที่ว่า 

      “…หลักสำคัญต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้…” 
………………………………



วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Phetchompoo Kijburana เพชรชมพู กิจบูรณะ - One Young World 2014











● ในการประชุม One Young World 2014 เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 57 เมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์
น้อง"เพชรชมพู กิจบูรณะ" ตัวแทนจากประเทศไทย กำลังศึกษาอยู่ปี 3 ที่มหาวิทยาลัยเดอรัม ประเทศอังกฤษ สาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ อายุแค่ 20 ปี เธอคือคนที่ขึ้นไปพูดบนเวที กปปส.ที่ราชดำเนิน
เชื่อว่าหลายๆ คนคงจำกันได้ เธอได้รับเกียรติกล่าวแนะนำด้วยความชื่นชมเป็นอย่างยิ่งจากอดีตประธานาธิบดีปานามา "นิโคลาส อาร์ดิโต้ บาเร็ตต้า" ให้ขึ้นไปพูดบอกเล่าถึงการชุมนุมต่อสู้ของ กปปส. บนเวทีที่ด้านล่างรายล้อมไปด้วยชาวต่างชาติ เธอพูดได้ดีและด้วยภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยม จนทุกคนปรบมือให้เธอ ไม่นานเราคงได้เห็นเธอกับบทบาททางการเมืองที่สำคัญในอนาคต
**********************************************
นิโคลาส อาร์ดิโต้ บาเร็ตต้า : ตอนนี้ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำทุกท่านให้ได้รู้จักผู้หญิงไทยคนนี้ "เพชรชมพู" ก่อนที่จะได้รู้จักกับเธอ ผมมีข้อคิดที่อยากจะมาแบ่งปันกับทุกท่านก่อน "ผู้นำ" ในความคิดของผมคือ คนที่ช่วยประชาชนค้นหาสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงก่อนแล้วต่อมาถึงคอยช่วยแนะนำที่จะนำพาพวกเขาไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางได้ และอย่าล้มเลิกความตั้งใจจนกว่าจะทำสำเร็จ จนกว่าเราจะบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้

ผมขอฝากไว้แค่นี้นะครับ เรามาทำความรู้จักกับคุณเพชรชมพู กันเลยดีกว่า คุณเพชรชมพู เป็นนักศึกษชั้นปที่ 3 จากมหาวิทยาลัยเดอรัม ประเทศอังกฤษ เธออายุ 20 ปี เธอกำลังเรียนสาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ ก่อนหน้าที่จะเกิดรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย เธอได้แสดงความเป็นผู้นำผ่านกิจกรรมที่เธอทำที่ประเทศของเธอ ซึ่งผู้ที่ติดตามข่าวสารคงจะทราบกันอยู่แล้วว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีรัฐบาลชั่วคราวที่เป็นรัฐบาลทหาร ซึ่งได้สัญญาว่าจะเข้ามาแก้ไขระบบและคืนอำนาจประชาธิปไตยให้ประชาชนภายในปีหน้า เธอได้กลับประเทศไทยในช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้วในขณะที่ประเทศไทยยังมีความวุ่นวาย  อันเนื่องมาจากปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาของระบอบประชาธิปไตยของรัฐบาลในขณะนั้น ที่พยายามทำให้คอร์รัปชั่นถูกกฏหมายและสร้างความล่าช้าให้กับคดีคอร์รัปชั่นในชั้นศาล รวมทั้งพยายามล้มล้างคำพิพากษาในคดีคอร์รัปชั่นที่ตัดสินไปแล้วทั้งหมด พวกเขาจึงออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านระบอบประชาธิปไตยที่เต็มไปด้วยการทุจริตคดโกง คุณเพชรชมพูก็ได้เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ด้วย เธอขึ้นพูดบนเวทีหลายครั้งต่อหน้าคนเรือนแสน และแสดงความคิดเห็น รวมถึงช่วยผลักดันให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก้าวต่อไป ด้วยอายุน้อยนิดเพียงเท่านี้ ถือว่าเป็นการกระทำที่กล้าหาญมาก ในขณะเดียวกันทางด้านตำรวจเองก็ไม่ได้ช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน ทำให้ประชาชนต้องหาทางป้องกันตนเอง ซึ่งคุณเพชรชมพูก็โดนข่มขู่อยู่หลายครั้ง  แต่เธอก็ยังสู้ต่อไป จนท้ายที่สุดกองทัพก็ได้เข้ามาแทนที่รัฐบาลในการรักษาความมั่นคง ทุกท่านก็คงจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมผมถึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำผู้หญิงที่กล้าหาญคนนี้ แม้ว่าเธอจะยังเป็นนักศึกษาอยู่ แต่เธอก็ได้แสดงความตั้งใจที่จะกลับไปช่วยพัฒนาประเทศไทยต่อไป 
**********************************************
●●เพชรชมพู กิจบูรณะ : เมื่อความอยุติธรรมกลายเป็นกฎหมาย การต่อต้านจึงกลายเป็นหน้าที่ ประโยคอันทรงพลังนี้ของ "โทมัส เจฟเฟอสัน" ได้รวบรวมจิตวิญญาณของการลุกฮือครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยได้เป็นอย่างดี

ย้อนกลับไปวันที่ 1 พ.ย. 2556 ณ เวลาตี 4 รัฐบาลไทยได้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านสภาผู้แทนราษฎรจนผ่านไปได้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นความพยายามที่จะนิรโทษกรรมใครก็ตามที่มีคดีความติดตัวจากปัญหาการเมืองในไทยตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2553 ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎีแล้ว การนิรโทษกรรมจะเป็นความพยายามในการปรองดอง  แต่รายละเอียดของ พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับบ่งชี้ไปถึงบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้นมาก ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านวุฒิสภาไปได้ก็จะส่งผลให้เกิดการนิรโทษกรรมนักการเมืองระดับสูงหลายคนจากคดีคอร์รัปชั่น คดีอาญา ทั้งยังสามารถยุติคดีความในชั้นศาล และล้มล้างคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องที่ศาลตัดสินไปแล้ว   สำหรับหลายๆคน การออก พ.ร.บ.ฉบับนี้คือฟางเส้นสุดท้าย อย่างเช่น การที่รัฐบาลใช้นโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงที่แลกมาด้วยการทำลายระบบเศรษฐกิจ  แต่ยิ่งไปกว่านั้น การที่พวกเขาพยายามทำให้คอร์รัปชั่นถูกกฎหมายนั้น ได้สร้างปัญหาอันใหญ่หลวงให้กับประเทศ  อยากให้ลองฟังชัดๆอีกรอบนะคะ "ความพยายามทำให้คอร์รัปชั่นถูกกฎหมาย" ในหลายๆประเทศทั่วโลก คนรุ่นใหม่มักจะหมดศรัทธากับการเมือง เพราะปัญหารุมเร้าทั้งเรื่องคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวกและความไม่ซื่อสัตย์ในระบบ  อย่างไรก็ตามในประเทศนั้นๆ อย่างน้อยก็ยังมีกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า ใครก็ตามที่ทความผิด จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด  แต่เมื่อหลักนิติธรรมในไทยได้ถูกทำลายลงอย่างนี้ ก็ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะลุกขึ้นต่อต้านการลุแก่อำนาจอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้ แน่นอนว่าการลุกขึ้นมาสู้ครั้งนี้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก    เพราะกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของคนไทยยังเชื่ออยู่ว่า คอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่รับได้หากตนได้ประโยชน์ด้วย ใครที่เห็นต่างก็ถูกข่มขู่ให้กลับไปอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

ในฐานะคนรุ่นใหม่ เราไม่สามารถอยู่เฉยและปล่อยให้การคอร์รัปชั่นเป็นวัฒนธรรมของชาติได้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงตัดสินใจเข้าร่วมการต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้ เพื่อร่วมสร้างความเข้าใจถึงผลร้ายของคอร์รัปชั่นและความหมายของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง (เสียงปรบมือดังลั่นห้อง) น้องเพชรชมพูยิ้มตอบรับเสียงปรบมือจากผู้ฟังด้านล่าง 
.
เพชรชมพู กิจบูรณะ : หากแต่ว่าการเคลื่อนไหวของเรานั้นต้องประสบกับการขู่ทำร้ายและการใช้ความรุนแรง ดิฉันขึ้นพูดบนเวทีทั้งหมด 4 ครั้ง ต่อหน้าผู้ฟังกว่าแสนคน หลังจากนั้นคนที่เห็นต่างจากสิ่งที่ฉันพูดก็ได้เข้ามาขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายหรือแม้แต่ดักข่มขืน  ถ้าเขาเห็นดิฉันอีก ระหว่างระยะเวลา 7 เดือนกว่า ที่เราชุมนุมกันอย่างสันติ มีการใช้อาวุธสงคราม เช่น M-16 , M-79 ยิงใส่ผู้ชุมนุม หลายเวทีโดนโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก 28 คน เสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บกว่า 834 คน

สุดท้ายก็ไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ พวกเขาคิดว่าความหวาดกลัว จะทำให้พวกเราถอยหนี แต่พวกเขาคิดผิดแล้ว ยิ่งเขาใช้ความรุนแรงกับพวกเราเท่าไหร่ คนที่เข้ามาร่วมยิ่งมากขึ้นเท่านั้น จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่น และจากหมื่นเป็นล้าน

สิ่งที่ชัดเจนก็คือ คนไทยในยุคนี้มีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น และมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น หัวใจของประชาธิปไตยอยู่ที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน การลุกฮือครั้งนี้จึงถือได้ว่าบรรลุเป้าหมาย(เสียงปรบมือดังกึกก้องอีกครั้ง)
.
เพชรชมพู กิจบูรณะ : การชุมนุมยุติลงเมืองทางกองทัพก้าวเข้ามารักษาความมั่นคง นานาชาตินั้นต่างเร่งประนามการรัฐประหารครั้งนี้ โดยมองข้ามการที่ไทยแบกรับความขัดแย้งทางการเมืองที่หนักหนาในหลายเดือนก่อนหน้า ถ้ากองทัพไม่ได้แทรกเข้ามาระหว่างความขัดแย้ง คงจะต้องมีการนองเลือดมากไปกว่าที่เกิดขึ้นก็เป็นได้
เราตระหนักดีว่า การที่กองทัพเข้ามายึดอำนาจนั้น ไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด หากแต่ระบบการเมืองนั้นกำลังล้มเหลว ต้องมีใครทำอะไรสักอย่าง ยังมีอีกหลายเรื่องที่ประเทศไทยต้องก้าวผ่าน และเราก็มุ่งมั่นที่จะใช้โอกาศนี้ในการปฏิรูปประชาธิปไตยให้ดีที่สุด
สุดท้ายนี้ กรุงเทพฯ ได้รับเกียรติจัดงาน One Young World ในปีหน้า พวกเราจึงขอโอกาสเรียนเชิญทุกท่านให้มาสัมผัสประเทศไทยที่ทั้งทันสมัยและร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมด้วยตัวท่านเอง แม้สยามเมืองยิ้มนั้นจะยังอยู่ในกระบวนการค้นหานิยามประชาธิปไตยของเราอยู่
แต่เราก็พร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานอันยิ่งใหญ่นี้ ขอเรียนเชิญอีกครั้งค่ะ มาพบกันที่กรุงเทพฯ ปีหน้า และเราจะมาร่วมกันสร้างโลกที่ก้าวหน้ากลมเกลียว และเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันค่ะ ขอบคุณค่ะ (เสียงปรบมือพร้อมเสียงโห่ร้องด้วยความชื่นชมดังกระหึ่มห้องอีกครั้ง)
*****************


Thailand, World: Brilliant Young Thai Student

Michael Yon added 2 new photos.
Thailand, World: Brilliant Young Thai Student
She is right. This actually is what happened. I was there -- and still am. Minor point: some of the terrorists are actually being brought to justice.
She and many others took serious physical risks -- about 28 died and more than 800 were wounded during the protests.

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook

Follow by Email


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY