GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

LONG LIVE THE KING "BHUMIBHOL"

คืนความสุขให้ประชาชน

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

"รักประยุทธ์-ต้องไว้ใจประยุทธ์"

 
เดลินิวส์ออนไลน์

โหรดังชี้'บิ๊กตู่'ทหารเอกพระองค์ดำกลับชาติมากอบกู้ประเทศ

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังแห่งสำนักสุขิโต จ.เชียงใหม่ เจ้าของฉายา "โหร คมช." เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศจนมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. ซึ่งสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นในชาติที่แล้วคือทหารเอกของพระนเรศวร หรือพระองค์ดำที่กลับชาติมากอบกู้ประเทศ เพราะจากการดูบุญกรรมภูมิหลังในอดีตเมื่อชาติก่อน พอกลับมาเกิดชาตินี้ก็ต้องมารับหน้าที่กอบกู้แก้ไขปัญหาบ้านเมือง

การทำงานของนายกคนใหม่ คือการบริหารบ้านเมือง ฟื้นฟูเยียวยาประเทศที่บอบช้ำมานาน สิ่งเหล่านี้คือหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้ตลอด 40 ปี การทำงานรับใช้ประเทศของท่าน ควรจะต้องได้พักผ่อนแล้ว แต่ขณะนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะชาติบ้านเมืองต้องการคนดีมาแก้ไขปัญหา เป็นดวงชะตาของท่านนับแต่อดีตชาติ และต้องใช้เวลาพอสมควร ฉะนั้นการที่จะเลือกตั้งภายใน 1 ปี ไม่น่าทำได้อย่างน้อยต้อง 2 - 3 ปี จากนั้นบ้านเมืองจะสงบสุขเหมือนฟ้าหลังฝน ตอนนี้ดวงท่านมั่นคงแข็งแรงและมีบารมีมาก ขอให้มั่นใจว่าท่านแก้ไขปัญหาได้แน่.





เพื่อนฝากมาให้อ่าน..ขอฝากต่อ...
"รักประยุทธ์-ต้องไว้ใจประยุทธ์"
@@@: หลวงปู่ที่ผมเขียนถึงคือ "สมเด็จพระพนรัตวัดป่าแก้ว" นะครับ,... ไม่ใช่ท่านหลวงปู่พุทธอิสระ อย่างที่หลายท่านเข้าใจกัน ?/.... ท่านผ่านเข้ามาในนิมิต และท่านเป็นคนแรกที่บอกไว้ตรงๆเลยว่า "ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (พระชัยบุรี - ทหารเสือคนสุดท้ายที่หนุ่มสุดของสมเด็จพระองค์ดำ) จะออกมากู้ชาติราชบัลลังค์ (แก้ไขสถานการณ์บ้านเมือง) จะทำการรัฐประหารและจะเป็นนายกรัฐมนตรี"!!!,... ในยุคซ้อนยุคระหว่างพระเจ้าอลองพญา-ผีพม่ากลับชาติมาเกิด และพระเจ้ามังระ - ยิ่งลักษณ์ - ที่ปล้นบ้านเผาเมือง !!!,... จนเกิด "นายแท่น (สนธิลิ้ม) - ผู้ใหญ่บ้านศรีบัวทอง" รวบรวมผู้คนเป็นกองทัพประชาชนพันธมิตรฯ (ชาวบ้านบางระจัน) ออกมาต่อต้าน และตอนหลังๆ ที่นายแท่นโดนปืนกระหนำยิง แม้จะไม่เข้าด้วยพุทธานุภาพคาถาอาคม แต่กระนั้นแรงกระสุนก็ทำให้กระดูกเข่าแตกจนเดินแทบไม่ได้ > จึงเกิดแกนนำคนใหม่คือท่านกำนันขุนสรรค์ (สุเทพเทือก สุบรรณ) นำมวลมหาประชาชนออกมาร่วมรบ จนถึงขั้นประกาศศึกยอมแตกหัก ด้วยมองเห็นว่ายืดเยื้อไปก็ตายเปล่าด้วยว่าขาดทุนทรัพย์, เสบียงกรัง, และปืนใหญ่ที่จะสู้ทัพจับศึกกับกองทัพพม่าได้ ...จึงยอมพลีชีพเพื่อชาติสู้จนตัวตายกันยกค่าย และปิดฉากประวัติศาสตร์ชาวบ้านบางระจัน กันแต่เพียงนั้น !!!,...
*** ชาวบ้านบางระจัน จึงเป็นตำนานของนักสู้ภาคประชาชน ของคนที่รักชาติรักแผ่นดิน ที่ต่อต้านระบอบทักษิณ (หรือระบอบ-อลองพญาในครั้งกระโน้น) ที่ไม่เคยชนะเด็ดขาด,... แต่ชนะเป็นช่วงๆ ต้านทัพพม่าไว้ ไม่ให้เข้าไปเผากรุงศรีได้ไวขึ้น หรือสมดังใจเท่านั้น !!!,... และจบลงแค่นั้นละครับ !!!,... เมื่อสิ้นแกนนำ ภาคประชาชนทั้งสองท่านนี้แล้ว,... ก็ไม่เคยมีแกนนำชาวบ้านธรรมดาๆ ท่านไหนปลุกม็อบชาวบ้านขึ้นมากู้ชาติกันอีกในรอบ สองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา !!!,.... นับแต่นั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงเป็นเรื่องของทหารล้วนๆ ที่นำทัพจับศึกไปจนถึงกรุงศรีแตก !!!,...
-----------------------------------------------
@@@: แต่แผ่นดินสุวรรณภูมินี้เป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ครับ !!!,... หากจะว่าไปแล้ว ต้นปฐมบรมราชวงศ์จักรี ที่ท่านสร้างกรุงเทพมหานครนี้ ก่อนวางเสาหลักเมืองนั้นมีอาเพศมากมาย และพระองค์ท่านได้เป็นผู้ทำนายไว้เองว่า "ราชวงศ์จักรีจะอยู่ยาวเพียง 150 ปี" (เข้าไปอ่านประวัติเสาหลักเมือง ที่หน้าเพจ"Boon Palagab"ได้) แต่ต่อเมื่อมาถึงในรัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าฯ (ร.4) ท่านจึงสร้างและวางเสาหลักเมืองใหม่ >> จนมาถึงยุคสมัยที่สามยุวกษัตราธิราช (พระสุพรรณกัลยา  พระนเรศวรมหาราช  พระเอกาทศรถ) ที่เคยกู้ชาติกู้แผ่นดินไว้ ท่านสลับ-กลับมาเกิดอีกในยุคปัจจุบัน >> ชาติบ้านเมืองจึงดำรงอยู่ได้ และจึงยังมี "พระมหากษัตริย์อยู่คู่ชาติไทย" เป็นเอกองค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนาไปจนกว่าจะจบสิ้นพุทธันดร !!!,... และนี่ละครับ,... ผมจึงเป็นคนเขียนหนังสือที่มีความเชื่อและจุดยืนที่มั่นคงในชาติ-ศานา-พระ มหากษัตริย์ อย่างยิ่งและตอกย้ำอยู่เสมอว่า "ระบอบทักษิณไม่มีวันที่จะกลับมายิ่งใหญ่ได้" !!!,...
***เราจึงเห็นขบวนการใต้ดินจากอเมริกา ของไอ้คนขายชาติขี้ข้าทักษิณ (พระเจ้าอลองพญา) ที่มันบังอาจออกมาบอกให้ "สละราชสมบัติ" !!!,... เพราะอะไรครับ ?/.... เพราะมันรู้เหมือนที่ผมรู้นั่นละครับว่า "ตราบใดที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช-ยังครองราชย์อยู่",... ตราบนั้นจะไม่มีกษัตริย์ของอดีตผีพม่า - องค์ใดจะขึ้นมามีอำนาจ-ยึดกลืนประเทศไทย-ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมได้เลย !!!,....
--------------------------------------------------
@@@: หลวงปู่สมเด็จพระพนรัต-วัดป่าแก้ว (พระมหาเถรคันฉ่อง) ,... หลังจากที่ทหารออกมาปฏิวัติ-รัฐประหารแล้ว ,... ท่านจึงออกธุดงค์อำลากลับคืนสู่แผ่นดินสยาม (ประเทศในเมืองลับแล-ที่ซ้อนภพอยู่กับประเทศไทย) ไปตามทางของท่าน > และยังไม่เคยกลับมาในนิมิตผมอีกเลย !!!,...
*** เพราะว่าท่านไว้ใจท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (พระชัยบุรีของท่าน) และท่านเคยบอกผมว่า แกนนำอย่างนายแท่น (สนธิลิ้ม) กำนันขุนสรรค์ (กำนันสุเทพ) ท่านทั้งสองได้ทำดีที่สุดแล้วในชาตินี้ !!!,... ช่วงชีวิตที่เหลือต่อไปให้ปฏิบัติธรรมเท่านั้น (แม้จะปฏิบัติในคุกก็ตาม หรือในเพศบรรพชิตก็ตาม) - จึงจะรักษาชีวิตไว้อย่างสงบสุขในบั้นปลายไดั !!!,... เพราะตามดวงชะตาแล้ว ทั้งสองท่านนี้ต้องตาย-ตามอดีตชาติไปนานแล้ว แต่บังเอิญยุคนี้ยังอยู่ในแผ่นดินของสมเด็จพระองค์ดำ - ดังนั้นบุญที่ทำไว้มากมายกู้ชาติบ้านเมือง และมีความจงรักภักดี - บารมีของพระองค์ท่านจึงปกปักรักษา คุ้มครองทั้งสองท่านไว้ !!!,...
------------------------------------------------
@@@: เมื่อแฟนคลับ ที่ติดตามอ่านเพจผมกันมาแต่ต้น และคิดถึงหลวงปู่ฯ กันมากๆว่า ท่านหายไปไหน ?/.... ทำไมทหารที่ออกมาทำการรัฐประหารแล้วจึงยังไม่ได้ดังใจ !!!,... วันนี้จึงขออนุญาตย้อนอตีดบทความไป ให้เข้าใจตามนี้นะครับ !!!,.... หลวงปู่ท่านบอกว่า ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา "พระชัยบุรี" คือหนึ่งในอดีตศิษย์ก้นกุฏิของท่าน,... ที่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งชีพ !!!,...
***โปรดฟังอีกครั้ง !!!,... "จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งชีพ"!!!,... แต่ที่มันวุ่นๆ ไม่ได้ดังใจไปทั้งหมดทุกวันนี้ ,... เพราะมันเป็นยุคซ้อนยุค เหลื่อมล้ำปนๆกันอยู่ และยังมีอดีตคนขายชาติบางกลุ่ม - ที่เคยเปิดประตูเมือง ให้พม่าเข้ามาเผากรุงศรีฯ ปนๆอยู่ใน สนช. ชุดนี้ด้วย !!!,... เมื่อหลวงปู่ท่านไว้ใจพระชัยบุรี มากมายขนาดนี้แล้ว ,... เราท่านทั้งหลายก็อย่าไปกังวลอะไรมากมายนัก จะติจะชมอย่างไร > ก็ขอให้รักษาน้ำใจท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาไว้บ้าง???/...
*** ปัญหาส่วนตัวท่านมีอยู่นิ๊ดส์ส์ส์ เดียวเท่านั้นคือ "ขี้น้อยใจง่าย" ประเภทหนุ่มไทยผู้รักแท้ แต่แพ้ภรรยาทั้งหลายนั่นเอง
 Sermsuk Kasitipradit



ประวัติ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย, ผู้บัญชาการทหารบก
1. ประวัติการศึกษา
- เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2497 ที่จังหวัดนครราชสีมา มีชื่อเล่นว่า ตู่ นิยมเรียกว่า "บิ๊กตู่" เป็นบุตรชายคนโตจากพี่น้องทั้งหมดสี่คน และเป็นพี่ชายของ พลโท ปรีชา จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 3
- มีอุปนิสัยที่เงียบขรึม ด้วยความที่เป็นพี่ชายคนโตจึงต้องทำตัวเป็นพี่ที่ดี ในวัยเยาว์เขาเป็นคนเรียนเก่งมีความถนัดและความชอบในวิชาคณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ จากการสนับสนุนของบิดามารดา
- สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 จากโรงเรียนสหะกิจวิทยา จังหวัดลพบุรี ต่อมาได้ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ในจังหวัดเดียวกัน แต่เรียนได้เพียงปีเดียวก็ลาออก เนื่องด้วยบิดาเป็นนายทหาร จำต้องโยกย้ายไปในหลายจังหวัด
- จึงเข้าศึกษาที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ กรุงเทพมหานคร จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
- จบโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 และ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 23
2. ชีวิตครอบครัว
- สมรสกับ ร.ศ.นราพร จันทร์โอชา อดีตอาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- มีบุตรสาวฝาแฝดสองคนคือ น.ส.ธัญญา และ น.ส.นิฏฐา จันทร์โอชา
3. ประวัติรับราชการ
- เริ่มต้นรับราชการที่หน่วย "ทหารเสือราชินี" (กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ ร.21 รอ.) ตั้งแต่เป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 พัน.2 รอ.)
- เป็นเสนาธิการกรมฯ รองผู้บังคับกรม และขึ้นเป็นผู้บังคับการกรมฯ ตามลำดับ
- ต่อมาย้ายมาเป็น รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ( พล.ร.2 รอ.) และเป็นผู้บัญชาการกองพลฯ ต่อจากนั้นได้รับตำแหน่งเป็น รองแม่ทัพภาคที่ 1
- ในเหตุการณ์รัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนั้นมียศเป็น "พลตรี" ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจ ด้วยรับคำสั่งตรงจาก พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1
- หลังจากนั้นเมื่อ พล.ท.อนุพงษ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเลื่อนชั้นยศเป็น "พลเอก" พลตรีประยุทธ์ก็ได้เลื่อนชั้นยศขึ้นเป็น "พลโท" รับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อีกด้วย
- พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายทหารที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นอย่างมาก ด้วยความเป็นผู้ใต้บังคับบัญชามาตลอดในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ โดยพลเอกประยุทธ์นับถือพลเอก อนุพงษ์ เสมือนพี่ และอาจารย์คนหนึ่งของตน โดย พลเอกประยุทธ์ เป็นนายทหารที่มีบุคลิกที่อ่อนนุ่ม โดยมักติดคำว่า "นะจ๊ะ" ต่อท้ายการพูด จึงได้รับอีกชื่อหนึ่งจากสื่อมวลชนว่า "ตู่นะจ๊ะ"
- พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับตำแหน่งเป็น รองหัวหน้า ผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 ถึง 14 กันยายน พ.ศ. 2551
- ได้รับแต่งตั้งเป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ถึง 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553
- วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการทหารบก
- เป็นหนึ่งในคณะดำเนินคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา พ.ศ. 2554
- ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) ในการประกาศกฏอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
- พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับหน้าที่ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) อีกครั้งในการประกาศกฏอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
- หลังจากการหารือของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทั้ง 7 ฝ่าย ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 และ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน
- พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้แต่งเพลง "คืนความสุขให้ประเทศไทย" เพื่อสื่อความหมายจากใจที่ต้องการคืนความสุขให้ประชาชน โดยมอบให้วิเชียร ตันติพิมลพันธุ์ นักแต่งเพลงประกอบละครชื่อดัง เป็นผู้เรียบเรียงเนื้อร้องประกอบทำนอง และขับร้องโดยกองดุริยางค์ทหารบก
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย
- พ.ศ. 2553 - เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
- เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้น มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)
- พ.ศ. 2542 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 3 ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.)
- พ.ศ. 2533 เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร (ร.ม.ก.)
- เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 1
- เหรียญราชการชายแดน
- เหรียญจักรมาลา
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเครื่องอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ
- Pingat Jasa Gemilang (Tentera) จากสาธารณรัฐสิงคโปร์
- Bintang Kartika Eka Pakci Utama จากสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
- The Legion of Merit (Degree of Commander) จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ชายผู้ไม่ค่อยยิ้ม เมื่อก่อนมีพุง หน้ากลม (เดี๋ยวนี้ยุบแล้ว) ใจดี แต่โหด..จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของราชอาณาจักรไทย ตามครรลองกฎหมาย ตามที่ เสธ เคยบอกไว้ล่วงหน้าเมื่อกว่า 4 เดือนที่แล้ว..ใครที่ตามเพจ แฉ ความลับ ตลอดมาก็จะรู้ว่าตรงเป๊ะ
เป็นครรลองตามประชาธิปไตยแบบไทย อนุรักษ์นิยมแบบตะวันออก ที่จะนำธงชาติไทยให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร คู่กับสถาบันสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป
@ เสธ น้ำเงิน2
https://www.facebook.com/thailandcoup

 Paisal Puechmongkol
By Paisal Puechmongkol
การชี้นำของระบอบทักษินตอนนี้คือ สงบ และติดตามสถานการณ์ให้ใกล้ชิด
รอให้ประชาชนผู้รักชาติปะทะกับ คสช. แล้วจึงฉวยโอกาสซ้ำเติม แผ่นดินกำลังก่อตัวเป็นสามก๊ก ดังที่คาดหมายไว้!!!นั่นเพราะ

1. คสช. ไม่ได้จัดการแก้ไขต้นตอปัญหาที่เกิดความขัดแย้งในประเทศ เหตุยังอยู่ ผลย่อมยังอยู่ด้วย
2. คสช. ไม่เห็นว่าการโกงชาติ การตั้งรัฐไทยไหม่ ต้องจัดการด้วยอำนาจรัฐ ปล่อยให้กลไกปกติที่สิ้นสภาพจัดการ
3. คสช. เห็นว่าประชาชนที่ต่อสู้เพื่อชาติศาสน์กษัตริย์ตลอด10ปีที่ผ่านมาเป็นพวกมีปัญหาเหมือนพวกเผาเมือง ฆ่าคน ดังนั้นจึงตั้งตนเป็นผู้ถืออำนาจ เป็นก๊กหนึ่ง ระบอบทักษินก็เป็นก๊กหนึ่งอยู่แล้ว ประชาชนผู้รักชาติศาสน์กษัตริย์ก็ยังต่อต้านการโกงบ้านกินเมือง พิทักษ์สถาบันต่อไป จึงเป็นก๊กหนึ่ง  ความคิดที่ก่อให้เกิดสภาพสามก๊กนี้ถูกหรือความคิดที่ผมเสนอให้ คสช. สามัคคีกับฝ่ายถูกแก้ไขฝ่ายผิดแล้วฟื้นฟูชาติถูก ไม่นานคงเห็นชัดยิ่งกว่านี้  รบกวนฝ่ายเสธ.ของ คสช. ช่วยพิมพ์แล้วนำเสนอหน่อยนะครับ อย่าให้ความเสี่ยงเพิ่มมากกว่านี้เลย

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สังขารไม่เที่ยง ภาพวาดเด็กยันแก่

หยุด! ปตท. ฉ้อฉล

ปาใหญ่

theenergywalkthailand.wordpress.com

“รสนา” เตือน คสช. อย่าตกหลุมพราง

“รสนา” ชี้แยกท่อก๊าซเป็นการขายสมบัติชาติหนักกว่าการแปรรูป ปตท.ยุค “ทักษิณ” เพราะรัฐจะกลายเป็นฝ่ายถือหุ้นข้างน้อย 25% เชื่อท่อก๊าซตกเป็นของเอกชนแล้ว รัฐไม่มีทางซื้อคืนได้ เตือน คสช. อย่าตกหลุมพราง ควรเปิดรับฟังความเห็นประชาชน ไม่เช่นนั้นการรัฐประหารครั้งนี้จะไปต่อยอดให้กลุ่มทุนฮุบสมบัติชาติบรรลุเป้าหมายที่วางไว้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ก่อให้เกิดความขัดแย้งหนัก

วันนี้ (21 ส.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 22.40 น. น.ส. รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “รสนา โตสิตระกูล” ระบุว่า “การขายสมบัติชาติ คือการขยายความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย”

ขอบคุณเพจ “ทำไมคนไทยต้องใช้น้ำมันแพง” ที่นำข้อมูลชุดใหม่เกี่ยวกับ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” มาเปิดเผยเพิ่มเติมเมื่อวานนี้ ท่านที่สนใจสามารถไปดูใน

เพจ “ทำไมคนไทยต้องใช้น้ำมันแพง” จากข้อมูลของเพจ “ทำไมคนไทยต้องใช้น้ำมันแพง” น่าสนใจข้อมูลที่ว่า การแปรรูป ปตท. ครั้งที่1 เปิดขายหุ้น ปตท.เพียง 31% (ด้วยเม็ดเงินเพียง 23,199 ล้านบาท) สามารถทำกำไรให้กลุ่มทุนเหล่านี้ถึงกว่า 140,000 ล้านบาท ในเวลาเพียง 2 ปี คิดเป็นกำไรมากกว่า 500% จะมีกิจการอะไรทำกำไรง่ายและมากเท่านี้ นอกจากกิจการขายสมบัติชาติกระมัง!?! เพราะคนขายสมบัติชาติไม่ต้องลงทุน แค่มีอำนาจรัฐก็พอ แต่ผู้ลงทุนคือประชาชนทั้งประเทศ

ดิฉันนึกถึงคำพูดของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ให้สัมภาษณ์นิตยสารประชาชาติ เมื่อปี 2517 ในช่วงที่เพิ่งมี พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ๆ ท่านตั้งคำถามว่า “คนจะเอาสินค้ามาขาย ก็ต้องชั่งดูประโยชน์ที่จะได้ เช่น ถ้าบริษัท ก. ค้าขายกะปิมา 20 ปี แล้วได้กำไรทุกปี เจ้าของบริษัทร่ำรวย แล้วเรื่องอะไรเขาจะขายหุ้นของบริษัทเพื่อเอาประโยชน์ไปแบ่งกับชาวบ้าน”

สอดคล้องกับคำกล่าวของโจเซฟ สติกลิสต์ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2544 ปีเดียวกับที่แปรรูป ปตท. เข้าขายในตลาดหลักทรัพย์ โจเซฟ สติกลิสต์ กล่าวว่า “การแปรรูปคือการคอร์รัปชัน Privatization is Bribarization” เพราะ “พวกตนไม่จำต้องฉกฉวยเอากำไรจากรัฐวิสาหกิจเป็นรายปีอีกต่อไป เพียงแต่บอกขายรัฐวิสาหกิจให้ต่ำกว่าราคาตลาดเสีย พวกตนก็สามารถฉวยเอามูลค่าสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจก้อนโตเข้าตัว แทนที่จะทิ้งมันไว้ให้ผู้มาดำรงตำแหน่งคนต่อๆ ไปมาถลุง...”

การแปรรูป ปตท. ครั้งที่ 1 ในยุครัฐบาลทักษิณ ซึ่งเคยกล่าวว่าจะขายหุ้นให้เอกชนเพียง 25% แต่ในที่สุดก็มีการขายหุ้นให้เอกชนครอบครองถึง 48-49% ซึ่งเม็ดเงินที่เอกชนจ่ายเพื่อครอบครองหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของ ปตท. มีมูลค่ารวมกันเพียง 28,277ล้านบาทเท่านั้น ต้องถามว่ารัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. ขาดแคลนเม็ดเงินเท่านี้หรือ?

โรดแม็ปการแปรรูปขายสมบัติชาติครั้งที่ 2 จะหนักกว่ายุครัฐบาลทักษิณ เพราะเป็นการกลับข้างกัน คราวนี้จะให้รัฐเป็นฝ่ายถือหุ้นข้างน้อย 25% ในโครงข่ายพื้นฐานที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และให้เอกชนเป็นเจ้าของโครงข่ายที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินถึง 75% แล้วถูกหลอกว่าวันหนึ่งจะซื้อคืนเพื่อครอบครองท่อก๊าซทั้ง 100% คงไม่ต่างจากชาวนาถูกโกงที่นาไปแล้ว จะมีปัญญาไปซื้อที่นาคืนไหม?

เพิ่งจะเข้าใจว่าทำไมต้องรีบทำในช่วงที่บ้านเมืองปลอดจากการมี “รัฐธรรมนูญถาวร” หรือก่อนการเลือกตั้งปี 2558 อุปมาเหมือนประตูเหล็กของบ้านหายไปนี่เอง ทำให้ขนทรัพย์สินทำได้สะดวกเพราะไม่มีประตูเหล็กเป็นเครื่องป้องกันกีดขวาง โจรกระมัง ?

นี่เป็นการต่อยอดให้กับรัฐบาลทักษิณในยุคยิ่งลักษณ์ ใช่หรือไม่? ที่มีการโยนหินถามทางตั้งแต่เมื่อปี 2554 ว่าอยากให้ ปตท.เป็นเอกชน โดยให้รัฐขายหุ้น ปตท.สัก 2% จากหุ้น 51% เหลือ 48% ปตท.ก็จะสิ้นสภาพการเป็นรัฐวิสาหกิจตามระบบงบประมาณ ก็จะไม่ต้องถูกตรวจสอบงบดุลโดย สตง.ไม่ต้องถูกหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ และประชาชนมาตรวจสอบอีก

แต่ที่ทำไม่ได้เพราะติดอยู่ที่รัฐธรรมนูญปี 2550 นี่เองมาตรา 84 (11) บัญญัติว่า “การดำเนินการใดที่เป็นเหตุให้โครงสร้างหรือโครงข่ายพื้นฐานของกิจการ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 จะกระทำมิได้”

ที่จริงมาตรานี้ไม่เคยปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แสดงว่าก่อนปี 2550 โครงข่ายของกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน จะยกให้เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่ได้เลย การรัฐประหารปี 2549 มีกลุ่มทุนที่ไปนั่งอยู่ในสภานิติบัญญัติ จึงมีการสอดใส้มาตราแปรรูปสมบัติชาตินี้เข้ามาในรัฐธรรมนูญปี 2550

การรัฐประหารปี 2549 ช่วยให้โรดแม็ปกลุ่มทุนเข้ายึด ปตท.ได้ครึ่งหนึ่งตามคำพิพากษาทั้งที่แปรรูปผิดกฎหมาย ศาลฯ จึงมีคำสั่งให้แบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ถูกฮุบเอาไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและคืนให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนรัฐ

กรณีการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท. ควรมีการศึกษาในทางวิชาการว่า ผู้ที่ถูกประชาชนฟ้องคดีทั้ง 4 ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี  นายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรีพลังงาน และ บมจ.ปตท. ว่าแปรรูปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ควรหรือไม่ที่จำเลยแผ่นดินเหล่านี้จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการแบ่งแยก และคืนทรัพย์สินของแผ่นดินอีก ในเมื่อเป็นผู้ถูกฟ้องในฐานกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ควรเป็นคนกลางที่ไม่ใช่ผู้ถูกฟ้องคดีมาทำหน้าที่ เพราะหากคนเหล่านี้ต้องการปกป้องสมบัติของแผ่นดิน ก็ไม่ต้องรอให้ประชาชนมาฟ้องคดีด้วยซ้ำ เมื่อได้รับมอบหน้าที่ตามมติ ครม. คนเหล่านี้ก็ไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. ซึ่ง 

สตง. เป็นหน่วยงานที่ไม่ถูกฟ้องคดี การเป็นผู้ตรวจสอบรับรองทรัพย์ที่ต้องคืนจึงแตกต่างจากกลุ่มคนที่ถูกฟ้องคดี การที่กัน สตง. ออกจากกระบวนการในการแบ่งแยก และคืนทรัพย์สินจึงเป็นข้อน่าสงสัย

กลุ่มทุนที่ต้องการเอาสมบัติชาติเป็นของเอกชน กำลังจะใช้การรัฐประหารครั้งนี้สานต่อภารกิจฮุบสมบัติชาติทั้ง 100% กลุ่มทุนการเมืองที่ถูกขนานนามว่าทุนสามานย์ เมื่อปล้นบ้านเมืองแล้วใช้วิธีออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่วนกลุ่มทุนขายสมบัติชาติ จะใช้วิธีออกกฎหมายแล้วจึงฮุบ แบบนี้ใช่หรือไม่?

การขายสมบัติชาติให้เอกชนครั้งที่ 1 เพียง 31% ด้วยเม็ดเงินแค่ 23,199 ล้านบาท ก็ทำกำไรให้กลุ่มทุนการเมืองในครั้งนั้นถึง 140,000 ล้านบาทในเวลาเพียง 2 ปี เอกชนเจ้าของหุ้น 49% ด้วยเงินลงทุนรวมเพียง 28,277 ล้านบาท ได้ส่วนแบ่งเงินปันผลเกือบ 500,000 ล้านบาทในระยะเวลา 12 ปีหลังการแปรรูป และครอบครองส่วนแบ่งทรัพย์สินของชาติอีกกว่า 500,000 ล้านบาทในปัจจุบัน

โรดแม็ปขายท่อก๊าซสมบัติชาติครั้งที่ 2 นี้ คงจะยิ่งกว่าเอาทรัพย์แผ่นดินมาจัดมิดไนท์เซล หรือซัมเมอร์เซลกันเลยเชียวล่ะ ตลาดหลักทรัพย์จะอู้ฟู่ขนาดไหน กลุ่มทุนขายสมบัติชาติที่เคยตั้งสำรับก่อนปี 2544 แต่ถูกกลุ่มทุนสามานย์ชุบมือเปิบไป 49% เมื่อครั้งที่แล้ว คราวนี้รีบร้อนจะขอแบ่งเปิบสมบัติชาติอีก 51% ที่เหลือ ใช่หรือไม่?

ดิฉันเชื่อมั่นด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.) ได้เข้ามาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินก็เพื่อสร้างความสงบและความสามัคคี ของปวงชนชาวไทย ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐบาลได้บริหารให้มีการแบ่งปันกันตามหลัก สาธารณโภคี (การแบ่งปันทรัพยากร สิ่งมีคุณค่าของสังคมให้ส่วนรวม) กับประชาชนคนส่วนใหญ่ มิใช่ดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน เหนือรัฐบางกลุ่ม เข้ามาแย่งชิงสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมกันของ คนในชาติ เอาไปให้กลุ่มของตนครอบครองเพิ่มขึ้นอีก

การแยกท่อก๊าซเพื่อแปรรูป และขายให้เอกชนในตลาดหลักทรัพย์ มิใช่ภารกิจหลักของการเข้าควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของ “คสช.” มิใช่หรือ?

จึงกราบเรียนท่านมาด้วยความเคารพว่า อย่าได้ตกหลุมพรางของกลุ่มทุนที่มุ่งหมายขายสมบัติชาติ เพื่อประโยชน์ของตนเอง ควรจะเปิดรับฟังประชาชนที่มีสิทธิ์ มีส่วนเป็นเจ้าของทุกคนก่อนจะดำเนินการใดในเรื่องนี้ เพราะเป็นหนึ่งในความขัดแย้งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มิเช่นนั้นแล้ว จะกลับกลายเป็นว่าการรัฐประหารครั้งนี้เป็นไปเพื่อต่อยอดให้กลุ่มทุนที่หวัง ฮุบสมบัติชาติได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่เคยวางเอาไว้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองยิ่งขึ้นกว่าครั้งที่กลุ่มทุน สามานย์แปรรูป ปตท.ครั้งแรก และก่อความเสียหายต่อบ้านเมือง ทำให้ประชาชนแตกความสามัคคี ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งนั่นย่อมมิใช่สิ่งที่ คสช.และประชาชนปรารถนาอย่างแน่นอน”

ASTVผู้จัดการออนไลน์
21 สิงหาคม 2557 23:41 น.



 
ถึงเวลาที่คนไทย ต้องช่วยกันแล้วครับ รูปและเรื่องราวจำนวนมาก ของเพจทวงคืนพลังงานไทย ทุกวันนี้หายไปจากระบบของเฟซบุ๊คทั้งหมด ที่เคยแชร์กัน หลักหมื่นหลักแสนหายไปหมดแล้ว สู้กับทุนสามานย์ ฉ้อฉล คนไทยต้องช่วยกัน
ย้ำ...มีรูปมีเรื่องราวอะไรที่ผมแชร์มา ขอให้ทุกๆ คน ช่วยกันแชร์อย่างกว้างขวางด้วยครับ




 

"ปชช.คนไทยสิ้นหวัง"...คสช.ปฏิรูปพลังงาน ภายใต้กรอบอำนาจฉ้อฉล ของคน ปตท.

หากคสช. มีเจตนารมณ์ในการจะให้รัฐถือหุ้นในกิจการท่อก๊าซธรรมชาติทั้ง 100%จริง ก็สามารถทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอไปทำในอนาคตระยะยาว เพราะวันนี้ท่อก๊าซธรรมชาติยังเป็นของรัฐทั้ง 100%ดังกล่าวแล้ว

ตลอดกว่า10ปีที่ผ่านมา ไม่มีรัฐบาลของนักการเมืองพรรคใดกล้าใช้อำนาจรัฐกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน ทั้งตามบทบัญญัติของกฎหมาย และคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดได้เลย มิหนำซ้ำยังสมคบคิดกันยักย้ายถ่ายเทเล่นแร่แปรรูปสมบัติของประชาชนไปเป็นสมบัติเอกชน

หาก คสช. จะฝากเกียรติประวัติของทหารหาญ ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนในการเข้าควบคุมอำนาจการบริหาในครั้งนี้ จะถือเป็นการที่ คสช.ได้ประพฤติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหลัก "ราชสังควัตถุ4" ซึ่งเป็น "ธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจประชาชนของนักปกครอง"อย่างแท้จริง
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000094916



อดีต ส.ว.กทม. ชู"ประยุทธ์"ความหวังสุดท้ายของปชช. เร้าสะสางปมท่อส่งก๊าซที่ปตท.ครอบครองอยู่คืนให้รัฐตามคำสั่งศาล ท้า ก.คลัง-พลังงาน กล้าพูดหรือไม่ว่า "ท่อส่งก๊าซในทะเลไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน" วอนถามปชช.ว่ายอมหรือไม่ ก่อนคิดแปรรูปให้เอกชนเป็นเจ้าของ 100%

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า วันนี้(16ส.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 02.30น. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว รสนา โตสิตระกูล ภายใต้หัวข้อ "ท่อส่งก๊าซในทะเลต้องเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่สมบัติผลัดกันกินของธุรกิจเอกชน" โดยกล่าวถึงข้อความในหนังสือที่เครือข่ายภาคประชาชนจับตาการปฏิรูปพลังงาน ไทย ไปยื่นถึงประธาน คสช. ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ( กพช.) ที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก ว่า ในหนังสือที่ไปยื่นมีใจความดังนี้

"ขอให้ประธานคสช. ชะลอการมีมติกพช.เรื่องแยกท่อก๊าซไปตั้งบริษัทใหม่ออกไปก่อน จนกว่าจะสะสางข้อเท็จจริงตามกฎหมาย ว่าใครเป็น "เจ้าของ"ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ระบุว่า"ทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชน" ที่ปตท.ครอบครองอยู่ก่อนที่ศาลตัดสินและมีคำสั่งให้คืนกลับมาให้กับรัฐมี อะไรบ้าง?

รวมทั้งกรณีท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลที่ปตท.ยังคืนไม่ครบถ้วนตามการตรวจสอบ ของสตง.ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องในการคืนทรัพย์สินตาม มติ ครม.สมัยรัฐบาลพล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์เมื่อ 18 ธันวาคม 2550

ประธานคสช.โปรดใช้อำนาจตรวจสอบกรณีนี้ เพราะนักการเมืองในทุกยุคที่มีกลุ่มทุนหนุนหลัง ไม่มีใครกล้าสะสาง เหลือแต่เพียงคสช.ที่ประชาชนคาดหวังให้มาเป็นผู้สะสางกรณีนี้เพื่อรักษาผล ประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

สิ่งที่เครือข่ายประชาชนได้ทักท้วงการแยกระบบท่อส่งก๊าซมาตั้งเป็นบริษัท ใหม่และให้บมจ.ปตท.เป็นเจ้าของนั้น เพราะระบบท่อส่งก๊าซเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งตามกฎหมายจะไม่สามารถนำมาซื้อขาย และไม่สามารถยกให้เอกชนเป็นเจ้าของได้

การแยกระบบท่อก๊าซมาตั้งเป็นบริษัทจะทำให้ สาธารณสมบัติที่รัฐเป็นเจ้าของทั้ง 100% จะถูกลดสัดส่วนลงตามการถือหุ้นของรัฐในปตท.ที่มีอยู่51% เป็นการเปิดช่องให้เอกชนอีก49%เข้ามาฮุบสมบัติชาติ

ตั้งแต่ปี2550 เป็นต้นมา หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการแบ่งแยกและนำทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนที่ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ปตท.ครอบครองอยู่คืนให้รัฐตามคำสั่งศาล แต่หน่วยงานเหล่านั้นกลับเพิกเฉย ปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ การปล่อยให้บมจ.ปตท.ครอบครองท่อส่งก๊าซในทะเลไว้เพราะเหตุใด?

ดิฉันขอให้หน่วยงานเหล่านั้น ช่วยตอบคำถามดิฉันด้วยว่า "ท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเลเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่?" การวางท่อส่งก๊าซในทะเลต้องใช้อำนาจของรัฐหรือไม่? หรือเอกชนรายไหนก็วางท่อก๊าซได้โดยไม่ต้องอาศัยอำนาจรัฐ?กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกฤษฎีกากล้าออกมาแถลงต่อสาธารณชนหรือไม่ว่า "ท่อส่งก๊าซในทะเลไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน"

ก่อนที่จะแปรรูปปตท.รอบ2 ให้เป็นเอกชน100% โปรดถามประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศเสียก่อนว่ายอมหรือไม่?

โรดแม็ปการปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนคือการแปรรูปปตท.ให้เสร็จสมบูรณ์ ต่อจากการแปรรูปปตท.ครั้งที่1 เป็นการฟื้นคืนชีพของ"กลุ่มทุนที่นิยมแปรรูปสมบัติชาติ" ชุดเดิม ที่เคยตั้งสำรับผลประโยชน์การแปรรูปปตท.ไว้ แต่ถูกทักษิณเข้ามาชุบมือเปิบไปเมื่อปี 2544 มาถึงวันนี้ได้โอกาสฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งหลังรัฐประหาร ที่เป็นช่วงเว้นวรรคของพรรคทักษิณ เลยรีบร้อนจะตั้งสำรับผลประโยชน์ในการแปรรูปปตท.รอบ2 ให้ได้ก่อนเลือกตั้งปี 2558 จะได้ไม่ถูกนักการเมืองจากการเลือกตั้งในอนาคต มาชุบมือเปิบอีกรอบ ใช่หรือไม่?

การปฏิรูปพลังงานของคนเหล่านี้ มีความหมายแค่การแปรรูปสาธารณูปโภคพื้นฐานให้เป็นของเอกชน100%แค่นั้นหรือ?

หรือคือการโอนอำนาจรัฐที่เคยดูแลราคาพลังงานที่เป็นธรรมแก่ประชาชนไปสู่สิ่ง ที่เรียกว่ากลไกตลาดเสรี( ภายใต้กลุ่มทุนผูกขาดพลังงาน)เท่านั้นหรือ?

การแปรรูปสมบัติชาติเป็นไปเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจของกลุ่มทุน หรือเพื่อความยั่งยืนของประชาชนกันแน่? ทั้งที่ก่อนหน้าการแปรรูปปตท. รัฐวิสาหกิจนี้ได้กำไรมาโดยตลอด มีเงินส่งเข้ารัฐและประชาชนก็ได้ราคาพลังงานที่เป็นธรรม เหมือนในมาเลเซีย

การลักไก่แปรรูปครั้งที่1 ก็ทำให้ประชาชนขมขื่นจากราคาน้ำมันแพง แล้วทำไมประชาชนจะต้องยอมรับกับการถูกมัดมือชกในการแปรรูปครั้งที่2 ด้วยข้ออ้างอันสวยหรูว่า "กลุ่มทุนมีประสิทธิภาพมากกว่ารัฐ" ทั้งที่ใครๆก็รู้ว่าประสิทธิภาพของบรรษัทพลังงานเอกชนนั้นก็คือ การแสวงหากำไรสูงสุด บนค่าใช้จ่ายสูงสุดของประชาชนนั่นเอง"

@manager online


 

ปตท.ชอบอ้างว่า ที่คนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง เพราะ ปตท.ต้องขายในราคาตลาดโลก ทั้งๆ ที่ “เจ้าพ่อราคาตลาดโลก” อย่างอเมริกา ซึ่งซื้อน้ำมันจากไทยและต้องขนส่งไปยังประเทศของตนที่อยู่อีกซีกโลก ทำไมอเมริกาจึงขายน้ำมันในราคาลิตรละ 30 บาทได้? ทำไม ปตท.จึงขายน้ำมันให้คนไทยลิตรละเกือบ 50 บาทล่ะ?


โดย ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย 19 สิงหาคม 2557
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9570000094630







 * ต้องการด่วน นายประกันอาสา *
ทนายอาสาได้แล้วครับ ถ้าศาลรับฟ้อง และไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว ผมต้องเข้าเรือนจำ วงเงินประกัน คดีหมิ่นประมาท กับ พรบ.คอมพิวเตอร์ วงเงินประมาณ 2 แสน ครับ เป็นหลักทรัพย์ ก็ต้องมากกว่า หรือเป็นข้าราชการ ก็เป็นนายประกันได้นะครับ แต่ต้องไปในวันที่ขึ้นศาลด้วย พร้อมเอกสารยืนยัน กองทุนสู้คดีที่เคยคิดว่าจะตั้ง แต่ก็ไม่ทันได้ทำครับ เพจหลักถูกแบนไปซะก่อน เครื่องพิมพ์ที่มีพังไปหมดแล้วจะซื้อใหม่ก็ไม่มีตังส์ จะพิมพ์เอกสารหลักฐานต้องไปจ้างข้างนอก หรือใครยินดีจะสนับสนุนทุนช่วยเหลือ ก็ส่งมาไม่ต้องรอครับ บัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงเทพ 443 0907 362 ศรัลย์ มือถือ 08-9411-2901 คำฟ้องตรงนี้ครับ http://thaiforgetit.blogspot.com/2014/08/blog-post.ht




คณะ ขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน ถูกทหารจับแล้ว โดย ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้สื่อข่าว ThaiPBS ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ว่า...
5 เหตุผลที่ทหารไม่ควรจับพวกขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน คือ

1. คนพวกนี้เป็นประชาชนที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง มิได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และมารวมตัวกันด้วยความบริสุทธิ์ใจในการปฏิรูประบบพลังงานที่เป็นธรรม
2. คสช.ควรพิสูจน์ความจริงใจในรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) 2557 มาตรา 4 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย
3. คสช.ไม่ควรปิดประตูตัวเองจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยการสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนผู้ต้องการเสนอความคิด เห็นแตกต่าง และชักชวนสังคมร่วมสนทนาเพื่อการปฏิรูปประเทศ
4. คนที่จะถูกจับ ควรจะได้มีโอกาสใช้จิตวิญญาณของพวกเขาทำประโยชน์เพื่อสังคมต่อไป เหมือนกับที่ได้เคยทำมา เช่น หมอ ควรได้ทำหน้าที่รักษาคนป่วยในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ชายแดน ชาวบ้านควรได้แสดงออกอย่างเสรีไม่ให้สังคมสิ้นหวังกับอำนาจที่ถูกลิดรอน
5. เพื่อไม่ให้คนในสังคมรู้สึกว่า ถูกกดหัว จนต้องยอมแกล้งตายกันทั่วบ้านทั่วเมือง



ผลประโยชน์ปิโตรเลียม มันมหาศาลครับ บ.น้ำมันใหญ่สุดติดอันดับโลกมีตั้ง 3 ใน 10 อันดับแรก ทำไมจึงแย่งจ้องจ่อฉ้อฉลกัน จนทำให้คนไทยเดือดร้อน ทั้งประเทศ!!!
เชื่อกันหรือครับ ปิยสวัสดิ์กับเมีย มีทรัพย์สินไม่ถึง 500 ล้าน รวยน้อยกว่าสรยุทธ ช่อง 3 รายงานบัญชีทรัพย์มาตั้งแต่ ปี 2550 - 2555 หลังขายสัมปทานเงินเพิ่มมาแค่ 20 ล้าน


 Paisal Puechmongkol

กรณีเรื่องท่อแก๊ส ผมเสนอดังนี้

1.  ปฎิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองอันเป็นที่สุดแล้วและ ปตท ก็ไม่เคยโต้แย้งและฝ่าฝืนไม่ได้
2.  เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดและยุติปัญหาเรื่องท่อแก๊ส คสช. ควรออกคำสั่งให้ปฏิบัติดังนี้
     a.  แยกธุรกิจท่อแก๊สออกจาก ปตท. และยกเลิกการผูกขาดท่อแก๊สของ ปตท. ตามที่สั่งไว้เดิม
     b.  ให้ ปตท. คืนท่อแก๊สตามคำพิพากษาของศาลแก่กระทรวงการคลังให้เสร็จภายใน 30 วัน และให้ตั้งองค์การมหาชนบริหารจัดการท่อแก๊ส โดยมีคณะผู้บริหารที่สุจริต และไม่อยู่ในอำนาจ ปตท. เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของกิจการท่อแก๊ส
3.  ให้ ปตท. จ่ายค่าใช้ท่อแก๊สในอัตราที่เป็นธรรมนับแต่วันที่ศาลปกครองตัดสินจนถึงวันที่คืนท่อแก๊สแก่กระทรวงการคลัง
ผมกล่าวได้ว่า คสช. จะมีอำนาจอย่างไรก็ไม่สามารถฝืนอำนาจศาลที่ตัดสินเรื่องนี้ได้หรอกครับ ทำความถูกต้องให้ปรากฎเป็นจริงจะเป็นสิริมงคลมากกว่า

Paisal Puechmongkol

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สนธิ ลิ้มทองกุล วีรบุรุษของประชาชน คนดีที่เคารพกฎหมาย แต่ต้องรับกรรม


Photo

 
By ประพันธุ์ คูณมี
ผม ติดตามข่าวคดีของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยความห่วงใยและปนด้วยความเศร้าสะเทือนใจอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของชายสูงวัยคนหนึ่ง ที่ช่วงปลายของชีวิตได้ทุ่มเทต่อสู้ด้วยความเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตทั้งทรัพย์สินเงินทองกระทั่งชีวิตของตนให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ เพื่อการต่อสู้กับระบอบทักษิณ ระบอบการเมืองแห่งความชั่วร้ายที่กัดกินประเทศชาติ ทำลายชาติบ้านเมือง บ่อนทำลายสถาบันสร้างความแตกแยกแก่สังคมอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการต่อสู้กับการทุจริตคอรัปขั่นของนักการเมือง ผู้มีอำนาจปกครองที่ฉ้อฉลทั้งหลาย ไม่เพียงเท่านั้น สนธิ ยังเป็นผู้จุดประกายชูธงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ เสนอให้ ปชป. เสียสละออกมานำการต่อสู้ร่วมกับประชาชน จนนำไปสู่การลุกขึ้นสู้ของมวลมหาประชาชน กปปส.ทำให้กระแสการปฏิรูปกลายเป็นวาระแห่งชาติ แปรเป็นพลังล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในที่สุด การต่อสู้ครั้งนี้ สนธิและ พล.ต.จำลอง ยังจับมือแสดงความมีสปิริตของนักต่อสู้ที่ยึดเอาประโยชน์ชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ประกาศออกมาสนับสนุนการต่อสู้โดยการนำของกำนันสุเทพ โดยยอมลืมความบาดหมางใจในอดีตจนสิ้น อันเป็นจิตใจที่สูงเด่นของนักต่อสู้ ที่ควรแก่การเคารพนับถืออย่างยิ่ง การที่คุณสนธิต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีอันเกี่ยวกับความผิดต่อ พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ให้ลงโทษจำคุกในศาลชั้นต้น80ปี มาถึงศาลอุทธรณ์ศาลปรับโทษลดลงเป็น 20ปี และอยู่ระหว่างขออนุญาตฎีกา เพื่อให้ได้รับโอกาสยื่นขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา แต่ก็ต้องถูกคุมขังตัวไว้ที่เรือนจำก่อนหลายวันจนกว่าศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หากศาลไม่อนุญาตก็อาจต้องจำคุกยาว เป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่งสำหรับคนๆ หนึ่งที่เสียสละทั้งชีวิตเพื่อประเทศชาติและประชาชน ที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์และชะตากรรมเช่นนี้ โดยเฉพาะผมเองยิ่งเศร้าใจและสะเทือนใจ เพราะได้ทราบถึงความเป็นมาของคดีนี้ จากที่ได้ติดตามและสอบถามทนายสุวัตรและผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยความห่วงใยมาโดยตลอดจึงพอจะรู้ถึงที่มาที่ไป แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจก้าวล่วงที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆในทางคดีได้ เหมือนน้ำท่วมปาก บอกได้แต่เพียงว่า "ประเทศไทยนี้ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือ ปล่อยโอกาสให้คนชั่วมีอำนาจและลอยนวลเหนือกฎหมายมากจนเกินไป "คนดีที่ต่อสู้เสียสละให้กับบ้านเมืองต้องยอมเจ็บปวดและทนทุกข์ทรมาน คนดีที่เคารพกฎหมายต้องยอมรับกรรม หากจะได้รับผลตอบแทนที่ดีใดๆ บ้าง ก็จะมีพวกคนเลวออกมาสร้างกระบวนการต่อต้านขัดขวาง นานเข้าคนที่ต่อสู้เสียสละเพื่อความถูกต้องดีงามถูกยัดเยียดข้อหาว่าเป็น พวกสร้างปัญหาให้บ้านเมือง ก่อแต่ความวุ่นวาย สร้างความขัดแย้ง เป็นพวกชอบทะเลาะกันไปโน่นเลย นี่คือสังคมไทยปัจจุบัน คนมีเงินมีอำนาจคือความถูกต้อง ทำอะไรก็จะมีพวกสอพลอเออออปรบมือเชียร์ ถูกผิดอย่างไรไม่รู้ นิ่งเสียจะได้ตำลึงทอง ดอกผลของความเสียสละจากผู้อื่นหรือประชาชนทั้งหลาย เอาไว้มอบประเคนให้พวกอีแอบที่คอยตีกิน ฉกฉวยโอกาส นี่คือกรรมเวรของประเทศไทยที่ไม่เคยไร้คนชั่วพวกฉวยโอกาสเลยทุกยุคสมัย เป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้คนชั่วเสมอ และมักปิดโอกาสคนดีๆ จนสิ้น เช่นนี้แล้วบ้านเมืองของเราจึงไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร ประเทศของเราจะมีอนาคตอย่างไร แม้ขณะนี้เขาจะชูธงบอกว่าเรากำลังก้าวสู่ยุคแห่งการปฏิรูปประเทศทุกด้านก็ตาม ยังเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายต้องติดตามและจับตามองอย่างไม่กระพริบตา เพราะการปฏิรูปอาจเป็นเพียงม่านบังตาอำพรางอำนาจการเมืองใหม่ที่อาจไม่ใช่เพื่อประชาชนก็ได้ เราจึงไม่อาจวางใจใครได้เลย จนกว่าเราจะได้เห็นการปฏิบัติที่เป็นจริง เพราะร้อยคำพูดหรือจะสู้หนึ่งการกระทำจริง เรื่องของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ใครจะมองอย่างไรก็ตาม สำหรับผมสนธิ ลิ้มทองกุล เขาคือวีรบุรุษของประชาชน ที่ผ่านการทดสอบเหนือกว่าการทดสอบใดๆ คือคนที่ได้พิสูจน์ตนเองจากการกระทำและการปฏิบัติที่เป็นจริง โดยไม่ต้องอธิบายใดๆอีกเพราะ เขาคือวีรชนของประชาชน ที่ยังมีลมหายใจ
 Photo: "นิพิฏฐ์” ให้กำลังใจ “สนธิ” ชี้สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองยิ่งใหญ่กว่า-จุดประกายปฏิรูปประเทศ

อดีต ส.ส.พัทลุง โพสต์ข้อความให้กำลังใจ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ระบุเป็นเรื่องส่วนตัว แต่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองยิ่งใหญ่มาก การทำไม่ถูกบางเรื่องไม่ได้ทำให้ความศรัทธาลดน้อยลง พร้อมขอให้เข้มแข็ง ถ้าใครไม่นึกถึงก็ช่าง สังคมเป็นอย่างนี้              

วันนี้ (10 ส.ค.) เมื่อเวลา 15.55 น. เฟซบุ๊ก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความให้กำลังใจนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ตนไม่รู้จักนายสนธิเป็นการส่วนตัว แต่ตนแยกถูกกับไม่ถูกในทางกฎหมายออกจากกันได้ การทำไม่ถูกในทางกฎหมายในบางเรื่องก็ไม่ได้ทำให้ความศรัทธาที่ตนมีต่อใครบางคนลดน้อยถอยลง              

“เรื่องของคุณสนธิ เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน แต่สิ่งที่คุณสนธิเคยทำให้กับบ้านเมืองยิ่งใหญ่มาก ใจผมใหญ่ไม่เท่าใจของคุณสนธิ ประเทศเริ่มเดินหน้าปฏิรูปได้ อย่ามีใครอวดอ้างเอาความดีไปตีกิน ผมยกให้คุณสนธิ เป็นที่ 1 ถึงวันนี้ ผมขอให้คุณสนธิเข้มแข็ง มองดูผลผลิตของการปฏิรูปที่ท่านได้ปลูก และรดน้ำพรวนดินไว้ ส่วนใครจะมีความสุขที่ได้ดื่มกินผลของมัน แล้วไม่นึกถึงท่านก็ช่างมัน สังคมมันเป็นอย่างนี้แหละ คุณสนธิรู้สัจธรรมนี้ดีกว่าผม ผมคนหนึ่งล่ะเป็นหนี้ทางใจคุณสนธิในการจุดประกายการปฏิรูปประเทศ” นายนิพิฏฐ์กล่าว       

manager.co.th
 "นิพิฏฐ์” ให้กำลังใจ “สนธิ” ชี้สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองยิ่งใหญ่กว่า-จุดประกายปฏิรูปประเทศ

อดีต ส.ส.พัทลุง โพสต์ข้อความให้กำลังใจ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ระบุเป็นเรื่องส่วนตัว แต่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองยิ่งใหญ่มาก การทำไม่ถูกบางเรื่องไม่ได้ทำให้ความศรัทธาลดน้อยลง พร้อมขอให้เข้มแข็ง ถ้าใครไม่นึกถึงก็ช่าง สังคมเป็นอย่างนี้

วันนี้ (10 ส.ค.) เมื่อเวลา 15.55 น. เฟซบุ๊ก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” ของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความให้กำลังใจนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า ตนไม่รู้จักนายสนธิเป็นการส่วนตัว แต่ตนแยกถูกกับไม่ถูกในทางกฎหมายออกจากกันได้ การทำไม่ถูกในทางกฎหมายในบางเรื่องก็ไม่ได้ทำให้ความศรัทธาที่ตนมีต่อใครบาง คนลดน้อยถอยลง 

sonntte7-8-14 
ย้อนรอยเบื้องหลังคดี "สนธิ ลิ้มฯ” ก่อนศาลอุทธรณ์ยืนโทษจำคุก 20 ปี 

 "..คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้น เห็นว่าการกระทำของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นถือว่าเป็นโทษต่ำสุดแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน.."

พลันที่ ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา ยืนโทษจำคุก 20 ปี นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตผู้บริหารกลุ่มแมเนอร์เจอร์ มีเดีย ในคดีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ร่วมกับ นายสุรเดช มุขยางกูร ,นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ นางสาวยุพิน จันทนาอดีตผู้บริหาร และ กรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.57 ที่ผ่านมา สปอร์ตไลท์ทุกดวงในสังคมไทย ต้องหันกลับมาให้ความสนใจในตัวของ "เจ้าพ่อสื่อ" ผู้นี้ทันที
เพราะต้องยอมรับกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บทบาทและท่าทีของนายสนธิ ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ในฐานะแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน
ขณะที่นายสนธิ ก็เคยประกาศลั่นกลางศึกครั้งนั้น ว่าจะสู้ไม่ถอย ชนิด "เจ๊งเป็นเจ๊ง"
มาวันนี้ชะตากรรมของ นายสนธิ กำลังเข้าขั้นวิกฤตเต็มรูปแบบ!
หากจะย้อยกลับไปถึงสาเหตุสำคัญเกี่ยวกับ คดีนี้ มีจุดเริ่มต้นจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เผยแพร่ข่าว เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2554 ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ นายสุรเดช มุขยางกูร อดีตกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทอินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) (“IEC”) จำนวน 1,178.25 ล้าน บาท
กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะ กรรมการบริษัทเพื่อลวงให้ IEC หรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ กระทำผิดหน้าที่โดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะ ที่เป็นทรัพย์สินของ IEC และกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเอง
ถ้าอ่านผ่านๆ ก็เหมือนคดีทั่วไปที่ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์ฯกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ ทำให้บริษัทเสียหายซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ
แต่ถ้าใครที่ติดตามคดีนี้มาตลอด10 ปีจะรู้ว่า คดีนี้โยงถึง(อดีต?)เจ้าพ่อในวงการสื่อสารมวลชนคือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งเครือเอเอสทีวีผู้จัดการและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย(พธม.)ด้วย
ทั้งนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสุรเดช มุขยางกูร(จำแลยคดี IEC) น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ น.ส.ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการ บมจ. แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป (ถูกพิพากษาล้มละลายเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 คดีหมายเลขแดงที่ ลฟ. 5/2541 )เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนายสนธิ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ( MGR) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540 เพื่อ ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน จำนวน 1,078 ล้านบาทให้แก่บริษัทเดอะ เอ็ม. กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ MGR โดยที่คณะกรรมการ MGR ไม่ ได้รับทราบ
ต่อมา เดอะ เอ็ม. กรุ๊ป ได้ผิดนัดชำระเงินกู้ส่งผลให้ MGR ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับภาระเป็นผู้ชำระหนี้ ให้กับธนาคารกรุงไทยฯ เป็นจำนวนเงิน 259 ล้านบาท
การกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 4 ราย เป็นการกระทำทุจริตโดยใช้ อำนาจที่ตนได้รับมอบหมาย แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้เพื่อผู้อื่น อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินและผลประโยชน์ของ MGR โดยตรง
คดีดังกล่าวเริ่มจากบริษัท IEC ค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป(มีนายสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารและเป็นบริษัทแม่ของ IEC) ซึ่งกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 1,198 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 แต่ทาง IEC ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยทราบซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ
อย่างไรก็ตาม นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น)และเป็นประธานกรรมการ IEC ในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการ IEC ไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของ IEC ปลอมมติคณะกรรมการ
ขณะที่นายสุรเดช อดีตกรรมการผู้อำนวยการ IEC ยอมรับกับสำนักงาน ก.ล.ต.ว่า IEC ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ปจริง

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2542 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายสุรเดช ต่อพนักงานสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ปลอมหรือยินยอมให้มีการปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัท IEC เพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการบริษัท IEC มีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ในนามบริษัท IEC เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 312 ระหว่างโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแผลงเอกสารด้วย
สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม จนกลางเดือนตุลาคม 2543 จึงได้กล่าวโทษ นายสนธิ นายสุรเดช นางสาวเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน อดีต กรรมการบริษัท MGR ร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้จำนวน 1,073 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปจากธนาคารกรุงไทยโดยคณะกรรมการบริษัท MGR มิได้รับทราบและมิได้มีการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัท MGR
การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268
หลังจากนั้นคดีนี้ได้เข้าสู่กระบวนการใน ชั้นศาลอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่ศาลชั้นต้น จะพิพากษาจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล จำเลยที่ 1 และ นางสาวเสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ จำเลยที่ 3 คนละ 85 ปี และนางสาวยุพิน จันทนา จำเลยที่ 4 จำคุก 65 ปี ส่วนนายสุรเดช มุขยางกูร จำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี
แต่จำเลยทั้ง 4 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกนายสนธิ จำเลยที่ 1 และ นางเสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 คนละ 42 ปี 6 เดือน และนางสาวยุพิน จำเลยที่ 4 จำคุก 32 ปี 6 เดือน ส่วนนายสุรเดช จำเลยที่ 2 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน
แต่โทษสูงสุดในความผิดฐานดัง กล่าว กฎหมายกำหนดให้ลงโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงลงโทษจำคุก นายสนธิ จำเลยที่ 1 , นางเสาวลักษณ์ จำเลยที่ 3 และ นางสาวยุพิน จำเลยที่ 4 คนละ 20 ปี แต่ต่อมานายสนธิ พร้อมด้วยนางเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน ยื่นอุทธรณ์
ล่าสุดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เห็นว่าที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริต และไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จึงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา และรอการลงโทษนั้น เห็นว่า
การกระทำของจำเลย เป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นถือว่าเป็นโทษต่ำสุดแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน
ขณะที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความ ให้สัมภาษณต่อสื่อมวลชนว่า จะใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์เดิม มูลค่า 10 ล้าน เพื่อขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาคำร้องของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
ส่วนชะตากรรมของนายสนธิ และผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้จะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องไปรอลุ้นในชั้นศาลฏีกา
เป็นคำตอบสุดท้าย!
---------
รายละเอียดคดีจำคุกอดีตผู้บริหาร IEC
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากวันที่ 28 พฤศจิกายน 2542 ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษนายสุรเดช กรณีลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่มีข้อความว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของ IEC ได้อนุมัติให้IEC เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของบริษัทเดอะ เอ็ม.กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของบริษัทเดอะ เอ็ม.กรุ๊ปฯ ต่อธนาคารกรุงไทยฯในนามของ IEC อันเป็นกิจการที่เกินขอบเขตที่คณะกรรมการของ IEC ได้กำหนดไว้และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของ IEC ก่อน ทำให้ IEC มีภาระหนี้ค้ำประกันจำนวน 1,178 ล้านบาท อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 307 311 312(2) ประกอบ 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ศาลอาญาฯพิพากษาว่านายสุรเดช มีความผิดตามมาตรา 307 311 312(2) และ 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม มาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยลงโทษ (1) ฐานเป็นกรรมการลงข้อความเท็จในรายงานการประชุมเพื่อลวงให้นิติบุคคลหรือผู้ ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ตามมาตรา 312(2) แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 500,000 บาท
และ (2) ฐานเป็นกรรมการกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริตจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล
และ (3) ฐานเป็นกรรมการกระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตนเองหรือผู้อื่นตามมาตรา 307 311 ประกอบ 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามมาตรา 313 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้จำคุก 5 ปี และปรับ 2,356,000,000 บาท
แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับ สารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่ง เหลือกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ปรับกระทงละ 250,000 บาท และ1,178ล้าน บาท ตามลำดับ รวมลงโทษจำคุก 4 ปี 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
หมายเหตุ: อ้างอิงข้อมูลจาก prasong.com,รูปประกอบจาก Google

 

ประวัติศาสตร์คนจีนแต้จิ๋วย้ายถิ่น


 ประวัติศาสตร์คนจีนแต้จิ๋วย้ายถิ่น

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แฉ 7 ตัวการใหญ่ ทำไทยเสียดินแดนให้เขมร





โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด - เพื่อนซี้ “ทักษิณ” ร่วมก๊วน “เทมาเส็ก” แนบแน่น “ปตท.”
แฉโมเดลวิบัติ เขาพระวิหารแลกแหล่งน้ำมันในเขมร
“เขาพระวิหาร” “แหล่งพลังงาน” “ปตท.” และกลุ่มทุนอดีตนายกฯ “ทักษิณ” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ... แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะ “พลังงาน” เป็นสิ่งมีค่า เป็น “ขุมทอง” ที่ทักษิณยอมแลกได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับเขมร และอาจต้องสูญเสียดินแดนและอธิปไตย ก็เพื่อแลกกับแหล่งพลังงาน ในอ่าวเขมร แหล่งพลังงานที่เหลืออยู่แห่งเดียวในโลก ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาว่า ทำไม ทักษิณ ถึงต้องมีเอี่ยวในปตท. !
ว่าด้วยเรื่องเขาพระวิหารแล้ว “นพดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความและโฆษกประจำตัวของ “ทักษิณ” ไปลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เพื่อยอมรับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จนอาจทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน กลายเป็นข้อสงสัยว่าทำเพื่ออะไร
เพราะก่อนลงนามเพียง 1 เดือน พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยว่า “ทักษิณ” จะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่า เกาะกง ซึ่งมีรีสอร์ตดังอย่าง “สีหนุวิลล์” เป็นจุดขาย หลังจากที่ได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว
“พลเอกเตีย บัน” ยังบอกด้วยว่า เรื่องธุรกิจน้ำมันและก๊าซ เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งชาวกัมพูชา ยังคงต้องซื้อน้ำมันในราคาที่แพง และทำให้ค่าครองชีพสูง แต่ทุกคนก็ต้องเผชิญปัญหานี้ต่อไป ตราบใดที่กัมพูชายังไม่สามารถขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้ได้ในระยะอันใกล้
การเชื่อมโยงโดยข้อสังเกตจาก “อลงกรณ์ พลบุตร” ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ยังระบุถึงเหตุผลความเหมาะสม เมื่อครั้งที่ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี น้องเขย “ทักษิณ” ไปร่วมเป็นประธานเปิดถนนสาย 48 ไทย-กัมพูชา ระยะทาง 149 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนที่ ครม.นายกฯ ทักษิณผ่อนปรนปล่อยกู้ให้กัมพูชาเป็นพิเศษ
แม้ปัจจุบันจะไม่มีหลักฐานจับได้ว่า มรดกโลก “เขาพระวิหาร” เป็นการเซ็นเพื่อ “ทักษิณ” หรือไม่ก็ตาม แต่ปริศนานี้กำลังถูกเฉลยออกมาอย่างช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะ“กัมพูชา” เป็นแหล่งพลังงานที่เหลือเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่ยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ และพร้อมให้กลุ่มทุนเข้าไปดำเนินงาน ในพื้นที่แถบชายฝั่งและนอกชายฝั่ง ซึ่งจากการบรรยายของ TE DUONG TARA ผู้อำนวยการ Cambodian National Petroleum Authority เมื่อ 18 มกราคม 2006 ระหว่างการประชุมว่าด้วยเรื่องเทคโนโลยีปิโตรเลียม ของอาเซียนครั้งที่ 4 ระบุว่า กัมพูชามีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน และมีการผลิตจำนวนมากนอกชายฝั่ง โดยปัจจุบันมีเชฟรอน ได้รับสัมปทานอนุญาตขุดเจาะ และยังมีบริษัทจากไทยคือบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (PTTEPI) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ปตท. ได้ร่วมทุน 30% กับอีก 2 บริษัท คือ บริษัท Resourceful Petroleum Ltd. และ SPC Cambodia Ltd. อีก 10% เป็นของ CE Cambodia B Ltd.
ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนลได้รับสัมปทานจากรัฐบาลกัมพูชาในการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่ง ในบริเวณอ่าวไทย แต่ยังมีพื้นที่แหล่งนี้ที่กัมพูชาเรียกว่า “บล็อก B” และ ปตท.สผ. ตั้งรหัสว่าโครงการจี 9/43 มีการพบเบื้องต้นว่ามีน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก แต่ในหนังสือรายงานประจำปี 2550 ได้ระบุว่าเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างไทย-กัมพูชา และกำลังแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นแบ่งเขตทางทะเล หรือเป็นหนึ่งในพื้นทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอีกพื้นที่หนึ่ง
นี่คือพื้นที่ทับซ้อนที่ยังต้องรอบทสรุป
ที่สำคัญกว่านั้น ทางการกัมพูชายังมีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อสำรวจและวิจัยแหล่งพลังงานทั้งทางใต้ดิน และดาวเทียม บริเวณพื้นที่ชายฝั่ง และเบื้องต้นว่า บริเวณทะเลสาบ หรือ“โตนเลสาบ” ใจกลางประเทศ ยังมีแนวโน้มของแหล่งน้ำมันดิบ ที่เรียกว่า Permian Carbonates ซึ่งพบทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากแถบชายฝั่งที่มีแหล่งก๊าซอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะแถบ “จังหวัดเกาะกง” ของกัมพูชา จังหวัดทะเลชายฝั่งทางตอนใต้ ซึ่งพบแหล่งน้ำมัน
นั่นหมายความว่า เกาะกง กัมพูชา เป็นแหล่งน้ำมันแหล่งใหญ่ของโลกที่ยังคงเหลืออยู่ และยังไม่ได้ถูกขุดเจาะ ย่อมเป็นที่หมายปองของนานาประเทศทั่วโลก รวมทั้งทักษิณและเครือข่าย
“พลเอกเตีย บัน” บิ๊กของกัมพูชา เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า หนึ่งในนายทุนที่ต้องการเข้าไปลงทุนขุดเจาะน้ำมันในกัมพูชา คือ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร”
ความหอมหวนของแหล่งพลังงานในกัมพูชาจึงเป็น “ขุมทอง” ขนาดใหญ่ที่ “ทักษิณ” ยอมเดิมพันได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น “เขาพระวิหาร” มรดกโลกอันมีค่า ทั้งๆ ที่ทักษิณเองก็รู้ดีว่าจะทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดน และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ
ผลจากการกระทำของนพดล รัฐมนตรีในสังกัด ก็ได้ถูกชี้ชัดโดยศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยคดีแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 เพราะเป็นการลงนามโดยผู้มีอำนาจของ 2 ประเทศ มีพันธสัญญาร่วมกัน โดยต้องผ่านสภาเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจเกิดความแตกแยกระหว่างประเทศ และสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย
รศ.ศรีศักร์ วัลลิโภดม นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทย ตั้งข้อสังเกตว่า การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เป็นการตัดสินที่ขัดต่อ 3 องค์กรประกอบอุดมคติของมรดกโลก เป็นการตัดสินที่ไม่ชอบธรรม และไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างสันติภาพตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง แต่กลับทำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวทางเศรษฐกิจ ซ่อนเร้นให้กลุ่มข้ามชาติเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
ผลเสียที่ตามมาก็คือ หลังจากขึ้นทะเบียนตัวประสาทเขาวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว ถัดจากนั้น จะให้ประเทศต่างๆ มาบริหารจัดการร่วมกัน หากไทยยอมเข้าร่วม เท่ากับว่าเป็นการยกดินแดนไทย และดินแดนทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรให้คณะกรรมการมรดกโลกบริหารจัดการ โดยขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการมรดกโลกก็ยกพื้นที่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา
ได้มีการตั้งข้อสังเกต การตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโก ถึงข้อเสนอของกัมพูชานั้น ผ่านหลักเกณฑ์แค่ 1 ใน 3 เท่านั้น คือ สถาปัตยกรรมที่มาจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แต่หลักเกณฑ์ทางด้านภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมไม่ผ่าน เพราะขาดความสมบูรณ์ เพราะโบราณสถานที่อยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้นำมารวม การตัดสินครั้งนี้จึงขาดความน่าเชื่อถือ
ยังมีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า การที่คณะกรรมการโลกได้ สนับสนุนกัมพูชาของเหล่าคณะกรรมการโลกครั้งนี้ เป็นเพราะ ทุกประเทศที่อยู่ร่วมในคณะกรรมการมรดกโลก เล็งเห็นขุมทรัพย์บ่อน้ำมันของเขมร ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส ที่มีกลุ่มโททิ่ลออยล์ (TOTAL Oil) และจีน ที่มีบริษัท CNOOC บริษัทน้ำมันเข้าไปสำรวจหาก๊าซและน้ำมันดิบในกัมพูชา
การยอมรับเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ยังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดน และอธิปไตย เป็น“โดมิโน” ที่ส่งผลกระทบถึง ปัญหา “พื้นที่ทับซ้อน” ระหว่างเขตแดนไทยและกัมพูชา ในหลายจังหวัด เช่น อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด เนื่องจากไทยและกัมพูชาใช้แผนที่คนละใบ ไทยนั้นยึด “สันปันน้ำ” ในการวัด โดยใช้มาตราส่วน 1:50,000 ในขณะที่กัมพูชา ใช้มาตราส่วน 1:200,000
หากมีการนำ มาตราวัดของกัมพูชา ซึ่งเป็นไปได้มากมาจัดการกับ ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน เหล่านี้ย่อมทำให้ไทยต้องเสียเขตแดน เช่น พื้นที่เกาะกูด จังหวัดตราด ก็เป็นพื้นที่ทับซ้อน หากถ้าใช้มาตราวัดของกัมพูชา เกาะกูดจะกลายเป็นของกัมพูชาไปโดยปริยาย
ต่อให้คนไทยคนไหนที่กินดีหมี สวมหัวใจสิงห์ ก็ยังไม่กล้าถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ เพื่อต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจพลังงาน ทักษิณจึงยอมได้ทุกอย่าง
นักธุรกิจระดับชาติอย่างทักษิณ ย่อมรู้ดีว่าธุรกิจพลังงานเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่ทำรายได้ให้มหาศาล หาใช่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอยู่ในช่วงขาลง ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนในอดีต หรือแม้แต่การซื้อธุรกิจสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ก็เพื่อสร้างโปรไฟล์ให้ดูดี ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำรายได้งดงามเหมือนกับธุรกิจพลังงาน
ทักษิณได้เตรียมการในเรื่องนี้มานานแล้ว ด้วยการร่วมมือกับ “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เจ้าของห้างแฮร์รอดส์อันโด่งดังในอังกฤษ อัล ฟาเยด ไม่ได้เป็นแค่เจ้าของห้างหรู แต่ยังมีธุรกิจพลังงาน ที่เข้ามาทำร่วมกับ ปตท.สผ. (อ่านล้อมกรอบ)
และนี่คือสาเหตุว่า ทำไมทักษิณจึงต้องพา “อัล ฟาเยด” เดินทางไปดูงานถึงเขมร ซึ่งไม่ใช่การร่วมลงทุนในธุรกิจกาสิโนอย่างที่เป็นข่าว เพราะระบบสาธารณูปโภคในเกาะกงก็ยังไม่พร้อม เกาะกงจึง เป็นเพียงแค่ข่าวบังหน้า เพราะเบื้องหลังก็คือความร่วมมือในการรุกเข้าทำธุรกิจพลังงานในกัมพูชา (อ่านล้อมกรอบ)
และนี่คือ เหตุผลว่า ทำไมทักษิณจึงต้องเป็นเจ้าของ ปตท. ซึ่งมีความพร้อมในเรื่องทั้งขุดเจาะ จัดจำหน่าย ดังนั้นปตท จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจพลังงานในเขมร เป็นจริง โดยมีเครือข่ายธุรกิจพลังงานของ อัล ฟาเยด ร่วมเป็นกองหนุน
ถ้าเลือกได้ เป้าหมายทำสัญญาให้เช่าเกาะกงของทักษิณกับเขมร ที่มีรัฐบาลฮุนเซนเป็นคู่สัญญา หาใช่ทำในนามรัฐต่อรัฐ แต่เป็นการทำในนาม “นิติบุคคล” โดยที่เกาะกงจะได้รับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งรายได้ไม่ต้องเข้ารัฐบาลกัมพูชา และเป็นเขตปกครองพิเศษ นอกเหนืออธิปไตย
แน่นอนว่าสิ่งที่ทักษิณต้องการมากที่สุดคือ การสร้างระบอบ “การเมือง” ใหม่ เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่เรียกว่า ระบอบทักษิณ โดยอ้างถึงระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ที่ใครมีเงินก็เล่นการเมืองได้ (อ่านเรื่อง Kingdom or Republic of Thailand ใน POSITIONING ฉบับ เดือนมิถุนายน 2551 ประกอบ)
อะไรจะเกิดขึ้น หากทักษิณสามารถนำบริษัทเข้าไปลงทุนในเขมร ?
โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด - เพื่อนซี้ “ทักษิณ” ร่วมก๊วน “เทมาเส็ก” แนบแน่น “ปตท.”
เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ขุดเจาะน้ำมันของไทย จะพบว่ามหาเศรษฐีห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ (Harrods) โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด (Mohamed Al Fayed) เพื่อนเลิฟของอดีตนายก “ทักษิณ” เข้ามาได้ประโยชน์จากธุรกิจน้ำมันในไทยมานาน ผ่าน ปตท.สผ. บริษัทลูก ปตท. ก่อนที่ปตท. จะเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2544
โดย Asian Economic News และนิตยสาร Offshore ลงข่าวพร้อมเพรียงกันในช่วงธันวาคม 2542 ว่าหลังจากโมฮัมหมัด อัล ฟาเยดจัดตั้งบริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (Harrods Energy) ก็ได้สิทธิสำรวจน้ำมันใน 4 แปลงขุดเจาะในอ่าวไทย คือ B2/38, B11/32, B11/38 และ B12/32. ห่างจากชายฝั่งระยอง 150 กิโลเมตร โดยมีศักยภาพในการขุดเจาะน้ำมันวันละ 8,000 บาร์เรล ซึ่งในการสำรวจขุดเจาะครั้งนั้น Harrods Energy ถือหุ้น 50% ในการลงทุนสำรวจขณะที่ ปตท.สผ. ถือหุ้น 50%ที่เหลือ
จากการสืบค้นข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ จดทะเบียนในเมืองไทยเมื่อ 22 พฤษภาคม 2541 ใช้ชื่อเป็นทางการว่า แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) ต่อมาเปลี่ยนชื่อจนไม่เหลือคราบเดิม เป็นเพิร์ล ออย (Pearl Oil) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในรายชื่อผู้ถือหุ้น) เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เพราะถูกขายให้กับบริษัท Pearl Energy Pte. Ltd. ที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือเมื่อสืบสาวต้นทางจะพบกลุ่มทุนเทมาเส็ก (Temasek) แห่งสิงคโปร์ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวผ่านทาง Mubadala Development (ข้อมูลจาก Business Week และ RGE Monitor) ซึ่ง “เทมาเส็ก” มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “ทักษิณ” และคือบริษัทที่ซื้อหุ้นในชินคอร์ป จากครอบครัว ”ทักษิณ” ด้วยมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท
Pearl Oil ยังคงได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น แปลง B 5/27 ที่แหล่งจัสมิน และ B12/32 ณ แหล่งบุษบงในอ่าวไทย เป็นต้น ส่งต่อน้ำมันดิบให้กับ ปตท.สผ. ภายใต้สัญญาซื้อ-ขาย 20 ปี เช่นเดียวกับเมื่อ 8 ธันวาคม 2549 Pearl Oil ก็ได้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มในแปลง G10/48 บริเวณตอนใต้ของอ่าวไทย เมื่อสมัยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พบว่ากรรมการของเพิร์ลออย ยังเป็นกรรมการในบริษัทที่เกี่ยวข้องรวม 8 บริษัท แต่ละบริษัทต่างระบุว่าทำธุรกิจรับสัมปทานขุดเจาะน้ำมัน และมีทุนจดทะเบียนบริษัทละ 100 ล้านบาท บางบริษัทมีรายได้ แต่บางบริษัทยังไม่ได้บันทึกรายได้ โดยบริษัทที่มีรายได้สูงสุดคือเพิร์ลออย ประเทศไทย มีรายได้ปี 2549 รวม 7,071 ล้านบาท กำไร 1,654 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 16.54 บาท
บริษัท แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ ประเทศไทย จำกัด เปลี่ยนชื่อเป็น เพิร์ลออย (ประเทศไทย) เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2547 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาคารไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า เวสท์ ชั้น 10
ณ วันที่ 30 เมษายน 2550 ปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 99.99% คือบริษัทเพิร์ลออยล์ (สยาม) คิดเป็น มูลค่า99,994 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราคาหุ้นละ 1,000 บาท ส่วนผู้หุ้นอื่นเป็นบุคคลสัญชาติแคนาดา อินโดนีเซีย 3 คน อังกฤษ 1 คน และอเมริกา 1 คน เพียงคนละ 1 หุ้น เท่านั้น
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า”เพิร์ลออยล์ (สยาม) จดทะเบียนที่หมู่เกาะเวอร์จิน อังกฤษ ส่วนผู้หุ้นอื่นเป็นบุคคลสัญชาติแคนาดา อินโดนีเซีย 3 คน อังกฤษ 1 คน และอเมริกา 1 คน เพียงคนละ 1 หุ้น เท่านั้น
เครือข่าย”เพิร์ลออย (ประเทศไทย)”
-เพิร์ลออย บางกอก
-เพิร์ลออย ออฟชอร์
-เพิร์ลออย (ปิโตรเลียม)
-เพิร์ลออย (รีซอสเซส)
-เพิร์ลออย (อมตะ)
-เพิร์ลออย ออนชอร์
-เพิร์ลออย (อ่าวไทย)
Timeline เขาพระวิหาร-แหล่งพลังงาน
“ปราสาทพระวิหาร” “แหล่งน้ำมัน- ก๊าซเขมร” “ทักษิณ” “ปตท.” “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” กลายเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแทบไม่น่าเชื่อ ...จนนำมาสู่ “คนไทยจะขายชาติกันเอง” ด้วยการวางแผนอย่างแนบเนียนในช่วง10ปีที่ผ่านมา
22 พฤษภาคม 2541
– “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เจ้าของห้างสรรพสินค้าแฮร์รอดส์ จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในไทยภายใต้ชื่อ “แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย)” และรับสัมปทานขุดเจาะน้ำมันและก๊าซ ร่วมกับปตท.สผ.
ธันวาคม 2542
- แฮร์รอดส์ เอ็นเนอร์ยี่ เริ่มได้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย
กุมภาพันธ์ 2544
– “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยแรก
ตุลาคม 2546
- ขณะที่ “ทักษิณ” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพร้อมจะซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล “ฟูแล่ม” ซึ่งมี “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เป็นเจ้าของ ขณะที่สถานการณ์การเงินของ “ฟูแล่ม” ขาดทุน และมีหนี้จำนวนมาก
ปี 2547
- รัฐบาลทักษิณอนุมัติให้เงินกู้กัมพูชาอัตราดอกเบี้ยต่ำ จำนวน 827.4 ล้านบาท เพื่อสร้างถนนผิวทางแอสฟัลต์และสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กแบบให้เปล่าบนถนนสายนี้อีก 4 แห่ง โดยกรมทางหลวงออกแบบให้ ใช้งบประมาณ 288.2 ล้านบาท
ตุลาคม 2549
- หลัง “ทักษิณ” ถูกรัฐประหาร “ทักษิณ” ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่อังกฤษ และมีข่าวว่าได้แวะพักที่บ้านของนายโมฮัมหมัด อัลฟาเยด เลขที่ 55 Park Lane ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน
ปี 2550
-“ทักษิณ” ซื้อสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ท่ามกลางข่าวลือว่า “โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด” เป็นผู้ประสานงานให้
14 พฤษภาคม 2551
– มีรายงานข่าวจากสื่อไทย ว่า พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กัมพูชา ให้สัมภาษณ์ว่า “ทักษิณ” จะลงทุนธุรกิจพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติในกัมพูชา โดยเฉพาะการเช่า เกาะกง ซึ่งมีรีสอร์ตดังอย่าง “สีหนุวิลล์” เป็นจุดขาย หลังจากที่ได้หารือกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว
เว็บไซต์ของ “บางกอกโพสต์” ระบุด้วยว่า เกาะกงซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจังหวัดตราดของไทย เป็นเป้าหมายแรกของ “ทักษิณ” ที่จะเข้าไปลงทุนในกัมพูชา ซึ่งจะรวมถึงการทำบ่อนกาสิโน และเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โดยจะเป็นการร่วมทุนกับนักธุรกิจจากตะวันออกกลาง รวมถึงนาย โมฮัมหมัด อัล ฟาเยด มหาเศรษฐีชาวอียิปต์เจ้าของห้างแฮร์รอดส์ในลอนดอน
- “นพดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานร่วมกันเปิดถนนหมายเลข 48 ที่จังหวัดเกาะกง-สะแรอัมเบิล เป็นเส้นทางที่ทำให้การเดินทางจากบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ของไทย ถึงพนมเปญโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
18 มิถุนายน 2551
– “นพดล ปัทมะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ อดีตทนายความและโฆษกประจำตัวของ “ทักษิณ” ลงนามยอมรับคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา สนับสนุนให้กัมพูชาเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
8 กรกฎาคม 2551
- เวลาตี 3 ของเช้าวันอังคารที่ 15 กรกฎาคม 2551 ตามเวลาในประเทศไทย เป็นเวลาที่ชาวกัมพูชาดีใจ และเฉลิมฉลองกันทั่วเมือง เมื่อยูเนสโกมีมติรับข้อเสนอของรัฐบาลกัมพูชาที่เสนอขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” เป็นมรดกโลก นาทีเดียวกันนั้นคนไทยต้องรู้สึกหดหู่กับการ “ขายชาติ” ของคนไทยด้วยกันเอง เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แลกกับประเทศไทยเสียดินแดนประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร
แหล่งน้ำมันดิบในกัมพูชา
จำนวนบ่อน้ำมัน ขุดเจาะสำรวจแล้ว 9 หลุม/บ่อ พบน้ำมันดิบ 5 หลุม/บ่อ ยังไม่ได้สำรวจอีก 10 หลุม/บ่อ
ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 2,000 ล้านบาร์เรล
ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรอง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
มูลค่าการผลิต (ประมาณการ) 6,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
การสนับสนุนของรัฐ จัดตั้งองค์กรปิโตรเลียมแห่งชาติ (Cambodia National Petroleum Authority) ขึ้นมากำกับดูแล
ที่มา – สื่ออุตสาหกรรมออนไลน์เพื่อนักอุตสาหกรรม
โดย โลมาชมพู
ข้อมูลความมั่นคงของชาติ ที่ http://www.facebook.com/media/set/?set=a.302374723141970.70339.161446187234825&type=3
ข้อ 1
คณะรักษาความสงบแห่งชาติกล่าวหาว่า บนหน้าปกหนังสือ และในหน้า 4 ซึ่งมีข้อความว่า “ธรรมนูญ “บิ๊กตู่” คสช.พ่อทุกสถาบัน” ซึ่งเป็นข้อความที่เสียดสี และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติอยู่เหนือ สถาบันเบื้องสูง

คำชี้แจง
กองบรรณาธิการ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ขอชี้แจงว่า เนื้อหาสาระของข่าวเชิงวิเคราะห์ที่พาดหัวว่า “ธรรมนูญบิ๊กตู่ คสช.พ่อทุกสถาบัน” เป็นการกล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งให้อำนาจกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 19 วรรค 3 ที่ให้อำนาจ คสช.ปลดนายกรัฐมนตรีได้ หรือมาตรา 42 ที่ให้อำนาจ คสช.ปลดคณะรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกัน

กระนั้นก็ดี มาตราที่ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ให้ความสำคัญและสนใจมากที่สุดก็คือ มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช.ซึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาอย่างกว้างขวางคือมีอำนาจเหนือทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รวมทั้งสื่อมวลชนในทุกแขนงตามมามากมาย

อย่างไรก็ตาม ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ขอปฏิเสธว่า มิได้มีจิตเจตนาที่จะทำให้สังคมเข้าใจว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอยู่เหนือสถาบันเบื้องสูงแต่ประการใด เนื่องจากมิได้มีเนื้อความส่วนใดที่เอ่ยถึงสถาบันเบื้องสูงเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งใน “กราฟิก” ที่ได้นำเสนอประกอบก็ได้แสดงให้เห็นโครงสร้างขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเอาไว้ อย่างชัดเจน ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สังคมเข้าใจผิดไปว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอยู่เหนือสถาบันเบื้องสูง

ที่สำคัญคือ คำว่า พ่อทุกสถาบันนั้นเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักเรียนอาชีวะมาหลาย สิบปี โดยสามารถพบเห็นข้อความได้ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น บนกำแพง ผนังห้องน้ำ เป็นต้น และไม่เคยมีใครเคยนึก ประหวัดไปถึงสถาบันเบื้องสูงดังที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าใจเลยแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกัน ในการทำหน้าที่ของ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สังคมก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์และสื่อในเครือต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันเบื้องสูงมา อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำกรณีดังกล่าวไปพาดพิงสถาบันเบื้องสูง

นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งของเนื้อหาก็ยังสนับสนุนการใช้มาตรา 44 เสียด้วยซ้ำไป ดังที่เขียนเอาไว้ว่า “กระนั้นก็ดี การที่รัฐธรรมนูญฉบับบิ๊กตู่เขียนเอาไว้เช่นนี้ ถ้าจะว่าไปแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี ใครจะบอกว่ามีอำนาจล้นฟ้า มีอำนาจเหนือทุกสถาบัน หรือที่มีการหยอกล้อกันว่า คสช.พ่อทุกสถาบัน ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะในเมื่อ คสช.ทำรัฐประหารก็ย่อมหมายความว่า คสช.ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อยู่แล้ว และยิ่งเมื่อเขียนย้ำเอาไว้ถึงอำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดใน รัฐธรรมนูญ ก็ย่อมเป็นหลักรับประกันได้ว่า คสช.พร้อมรับผิดชอบทุกสิ่งภายใต้รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม”

ขณะเดียวกันเพื่อให้การนำเสนอเป็นไปอย่างสมดุลและรอบด้าน กองบรรณาธิการก็ยังได้นำคำชี้แจงถึงข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย และดร.วิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อธิบายเกี่ยวกับมาตรา 44 เอาไว้อีกด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว กองบรรณาธิการ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงมีความสงสัยในคำเตือนและการกล่าวโทษของคณะรักษา ความสงบแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะในความเป็นจริงแล้วถ้อยคำในลักษณะเดียวกันนี้ก็ได้มีการใช้ใน สื่อมวลชนฉบับอื่นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือคอลัมน์ “เส้นใต้บรรทัด” ของ “จิตกร บุษบา” ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่พาดหัวเอาไว้ว่า “ม.44 = หัวหน้า คสช. พ่อทุกสถาบัน?”

คำถามก็คือ คำสั่งเตือนของ คสช.ตั้งอยู่บนตรรกะเช่นใด และทำไมถึงเลือกเตือนเฉพาะ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์เพียงฉบับเดียว

ข้อ 2 
เป็นข้อกล่าวหาในคอลัมน์ “สมการการเมือง” ซึ่งตีพิมพ์ในหน้าที่ 16 โดยเนื้อหาที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าเป็นการเสียดสีและมีข้อความอันเป็นเท็จก็คือ ข้อความที่ว่า “ส่วนคนที่ได้รับอำนาจตรงในการเลือกสรรเครื่องสุขภัณฑ์นั้น ไม่ใช่ “บิ๊ก คสช.” อย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นทายาทของ “บิ๊ก คสช.” รายหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “น้องตาล” ฟังผิวเผินชื่อ “ตาล” คล้ายกับชื่อ “ตู่” ที่มี ต.เต่า เหมือนกัน จนนึกไปว่า “น้องตาล” เป็นลูก “บิ๊กตู่” แต่หากลองคลิกเข้าไปใน “อาจารย์กูเกิล” แล้วคงจะถึงบางอ้อว่า “บิ๊กตู่” มีลูก 2 คน เป็นผู้หญิงทั้ง 2 คน และไม่ได้ชื่อใกล้เคียงกับ “ตาล” เลย แต่ “น้องตาล” กลับเป็นชื่อทายาทของ “บิ๊ก คสช.” ผู้ที่ยังมากบารมี แต่ขอลดบทบาท เพื่อแต่งตัวรอบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่า การให้ “ลูกตาล” ซึ่งถือเป็นคนรู้ใจมาเลือกสิ่งอำนวยความสะดวกใน “ทำเนียบรัฐบาล-ตึกไทยคู่ฟ้า” อาจจะส่งสัญญาณบางอย่างออกมาให้เห็น “บิ๊ก คสช.” ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่ใช่ “บิ๊กตู่” อย่างที่คาดเดากัน แต่มี “ตาอยู่” ที่ “บิ๊กตู่” วางใจให้มาสานงานต่อ ก็เป็นได้ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนกันเองใน คสช.นั่นแล”

คำชี้แจง
เนื้อหาในบทความดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่ามีข้อความอันเป็นเท็จนั้น ต้องบอกว่า เป็นกระแสข่าวที่มีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในทำเนียบรัฐบาล มิได้เขียนขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย รวมทั้งเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยนำข้อมูลต่างๆ มาประกอบการเขียน

นอกจากนั้น การนำเสนอข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น โดยผู้เขียนได้ใช้คำว่า หรือไม่ ใช้คำว่า อาจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่ข้อสรุป เป็นการตั้งคำถามว่าถึงความเป็นไปได้และความน่าจะเป็น เพราะสุดท้ายอาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ก็ได้ และการคาดการณ์ก็ไม่ใช่การใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ขณะเดียวกัน ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ก็มั่นใจว่า การนำเสนอข้อมูลเรื่อง “น้องตาล” ซึ่งเป็นบุตรของบุคคลสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาดูแลและจัดการ เรื่องสุขภัณฑ์ในทำเนียบรัฐบาลและตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ได้เป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียหรือทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องเสียหายแต่อย่างใด

และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านมีวิจารณญาณเพียงพอในการตัดสินใจ
ข้อ 3
เป็นข้อกล่าวหาใน “คอลัมน์ป้อมพระสุเมรุ” ที่ตีพิมพ์ในหน้าที่ 18-19 โดยข้อความที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าเป็นเท็จก็คือข้อความในหน้า 18 ที่เขียนเอาไว้ว่า “การคัดสรรสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ว่ามีลักษณะเป็นการต่างตอบแทน เอาโควตามาแบ่งเค้ก”

คำชี้แจง
ในประเด็นนี้ จากการตรวจสอบของกองบรรณาธิการไปยังผู้เขียนบทความและเนื้อหาทั้งหมดพบว่า เป็นการรายงานตามข้อเท็จจริง เนื่องเพราะในระหว่างที่เขียนบทความนี้มีข้อมูลแพร่สะพัดตามสื่อต่างๆ ทุกสาขาเกี่ยวกับเรื่องผู้ที่จะได้รับคัดเลือกมาเป็น สนช. ซึ่งรายงานตรงกันว่า มีข้าราชการทหารได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น สนช.เป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้ที่รับเลือกจากสาขาอื่นๆ เช่น นักธุรกิจ นักวิชาการ ข้าราชการประจำ อดีตข้าราชการประจำ คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า เป็นการจัดสรรตำแหน่งให้กับบุคคลที่ทำงานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ บุคคลที่ใกล้ชิดกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวก็มิใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติสามารถกระทำได้ แต่สื่อมวลชนก็มีสิทธิที่จะติติงและท้วงติงโดยสุจริตใจได้เพื่อผลประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนั้น ในกรณีเดียวกันนี้ มิได้มีเพียงแค่ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ที่วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่สื่อมวลชนฉบับอื่นๆ ก็ตั้งข้อสังเกตไปในทำนองเดียวกัน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติตามจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพที่จะต้องมีการตรวจ สอบการทำงานขององค์กร ตลอดรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์” ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่พาดหัวตัวใหญ่เอาไว้ว่า “เหล่าทัพแบ่งเค้ก สนช. ประจินเผย “ทอ.” ได้โควตา 20 คน/รัฐสภาแต่งห้องรอ” ซึ่งก็ระบุชัดเจนว่าการแต่งตั้ง สนช.มีการแบ่งเค้กและใช้ระบบโควตาในการจัดสรรตำแหน่ง

เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ “คมชัดลึก” ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่พาดหัวเอาไว้ว่า “ทอ.20 ที่นั่ง สนช.” พร้อมโปรยข่าวเอาไว้ด้วยว่า “ประจิน” เผยทัพฟ้าได้โควตา สนช.20 ที่นั่ง

นอกจากนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ยังได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ ชัดเจน ซึ่งหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับลงข้อความเอาไว้ตรงกัน กล่าวคือเมื่อผู้สื่อข่าวถามกรณี สนช.จำนวน 220 จะมีการแบ่งโควตากันอย่างไรว่า “ในส่วนเหล่าทัพอื่น ผมไม่ทราบ แต่ในส่วนกองทัพอากาศได้โควตา 20 คนและได้ส่งรายชื่อไปแล้ว และได้ผ่านการพิจารณาจากหัวหน้า คสช.แล้ว 10 คน ส่วนชุดที่สองอีก 10 คนจะได้หรือไม่ยังไม่ทราบ ....แต่ละเหล่าทัพจะได้โควตาเท่าไหร่นั้นผมไม่ทราบ …ส่วนโควตาคนนอกนั้น หัวหน้า คสช.เป็นผู้ดูแล”

ดังนั้น การนำเสนอข่าวสารของ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงมิได้เป็นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ และมิได้มีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติแต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์มีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เรื่องการให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 103/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ขอน้อมรับคำตักเตือนและคำท้วงติงของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติด้วยความยินดี

กระนั้นก็ดี เมื่อได้พิจารณาจากคำสั่งของ คสช.ฉบับที่ 108/2557 จะเห็นได้ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีบทสรุปชี้นำเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ตีพิมพ์ข้อความหลายเรื่องด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จโดย มีเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ซึ่งจะส่งผลให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติอันเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนตามธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.2540 ต้องประสบกับความยุ่งยากและลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่ คสช.ได้ออกประกาศฉบับที่ 103/2557 เพื่อแก้ไขประกาศฉบับที่ 97/2557 โดยให้อำนาจสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเป็นผู้ตรวจสอบและดำเนินการพิจารณา ด้วยตัวเอง

ดังจะเห็นได้จากการที่ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้ออกมาเรียกร้อง ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแจ้งประเด็นข้อกล่าวหาให้ชัดเจน ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์ปกติ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมีกระบวนการตรวจสอบการทำงานของสมาชิกหากพบการ กระทำผิดอยู่แล้ว

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า เนื้อหาที่ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์นำเสนอไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมสื่อ หากแต่เป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีทัศนคติต่อ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ซึ่งอยู่นอกเหนือกระบวนการตรวจสอบปกติ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงไม่ต้องการให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติต้องมา แบกรับแรงกดดันจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการทำหน้าที่ที่นอกเหนือจากกรอบ การทำงานที่มีอยู่เดิม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในการคงไว้ซึ่งการเป็นองค์กร ที่ต้องการความเป็นอิสระ

ดังนั้น ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงตัดสินใจที่จะหยุดการพิมพ์เพื่อยุติปัญหาทั้งมวล

อย่างไรก็ดี ด้วยพันธะความรับผิดชอบต่อสังคม หลังจากหยุดตีพิมพ์เป็นเวลา 1 เดือน ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จะกลับมาทำหน้าที่สื่อที่ตรวจสอบองค์กรผู้มีอำนาจ ทุกองค์กรเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอีกครั้ง


"จากการตรวจสอบของกองบรรณาธิการไปยังผู้เขียนบทความและเนื้อหาทั้งหมดพบว่า เป็นการรายงานตามข้อเท็จจริง เนื่องเพราะในระหว่างที่เขียนบทความนี้มีข้อมูลแพร่สะพัดตามสื่อต่างๆ ทุกสาขาเกี่ยวกับเรื่องผู้ที่จะได้รับคัดเลือกมาเป็น สนช. ซึ่งรายงานตรงกันว่า มีข้าราชการทหารได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น สนช.เป็นจำนวนมาก..."

1ascor

วันที่ 2 สิงหาคม 2557 เว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์ เปิดเผยคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ ต่อกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีประกาศคำสั่งฉบับที่ 108/2557 เรื่องการตักเตือนสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งฝ่าฝืนข้อห้าม โดย คสช.ระบุว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 251 วันที่ 26 ก.ค. - 1 ส.ค. 2557 ตี พิมพ์ข้อความหลายเรื่องด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. จากนั้น คสช.ส่งหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการให้กับนายจักร์กฤษ เพิ่มพูล นายกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หนังสือที่ คสช (สลธ) 1.10/55 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ลงนามโดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อร้องเรียนมายังสภาการหนังสือพิมพ์ให้สอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ โดยข้อกล่าวหาของ คสช.มี 3 ประเด็น คือ 1.กรณีคำพาดหัวข่าว “คสช.พ่อทุกสถาบัน 2.กรณีเรื่อง “น้องตาล” ในคอลัมน์สมการการเมือง 3.กรณีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

คำชี้แจงจาก ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ใน 3 ประเด็นดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้

ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ใน ฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ลงนามในประกาศคำสั่งฉบับที่ 108/2557 เรื่องการตักเตือนสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งฝ่าฝืนข้อห้าม โดย คสช.ระบุว่า หนังสือพิมพ์ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 251 วันที่ 26 ก.ค. - 1 ส.ค. 2557 ตีพิมพ์ข้อความหลายเรื่องด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของ คสช. โดยในชั้นนี้เห็นสมควรตักเตือนผู้เขียนบทความ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว หากฝ่าฝืนอีกจะดำเนินการตามกฎอัยการศึก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา และส่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายด้วย นอกจากนี้ยังสั่งให้องค์กรวิชาชีพที่ผู้ฝ่าฝืนดังกล่าวข้างต้นเป็นสมาชิก ดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพต่อบุคคลเหล่านั้น แล้วรายงานผลการดำเนินการให้ คสช.ทราบโดยเร็วนั้น

ขณะนี้ กองบรรณาธิการ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ ได้รับทราบรายละเอียดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามหนังสือที่ คสช (สลธ) 1.10/55 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ซึ่งลงนามโดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายละเอียดพบว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีประเด็นที่ติดใจในเนื้อหาของ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ 3 ประเด็นด้วยกัน ซึ่ง ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ขอแก้ข้อร้องเรียนในแต่ละข้อกล่าวหาต่อสภาการ หนังสือพิมพ์แห่งชาติตามกระบวนการสอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ผ่านไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1
คณะรักษาความสงบแห่งชาติกล่าวหาว่า บนหน้าปกหนังสือ และในหน้า 4 ซึ่งมีข้อความว่า “ธรรมนูญ “บิ๊กตู่” คสช.พ่อทุกสถาบัน” ซึ่งเป็นข้อความที่เสียดสี และอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ว่าหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติอยู่เหนือ สถาบันเบื้องสูง

คำชี้แจง
กองบรรณาธิการ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ขอชี้แจงว่า เนื้อหาสาระของข่าวเชิงวิเคราะห์ที่พาดหัวว่า “ธรรมนูญบิ๊กตู่ คสช.พ่อทุกสถาบัน” เป็นการกล่าวถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งให้อำนาจกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น มาตรา 19 วรรค 3 ที่ให้อำนาจ คสช.ปลดนายกรัฐมนตรีได้ หรือมาตรา 42 ที่ให้อำนาจ คสช.ปลดคณะรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกัน

กระนั้นก็ดี มาตราที่ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ให้ความสำคัญและสนใจมากที่สุดก็คือ มาตรา 44 ที่ให้อำนาจหัวหน้า คสช.ซึ่งก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาอย่างกว้างขวางคือมีอำนาจเหนือทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รวมทั้งสื่อมวลชนในทุกแขนงตามมามากมาย

อย่างไรก็ตาม ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ขอปฏิเสธว่า มิได้มีจิตเจตนาที่จะทำให้สังคมเข้าใจว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอยู่เหนือสถาบันเบื้องสูงแต่ประการใด เนื่องจากมิได้มีเนื้อความส่วนใดที่เอ่ยถึงสถาบันเบื้องสูงเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งใน “กราฟิก” ที่ได้นำเสนอประกอบก็ได้แสดงให้เห็นโครงสร้างขององค์กรตามรัฐธรรมนูญเอาไว้ อย่างชัดเจน ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สังคมเข้าใจผิดไปว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอยู่เหนือสถาบันเบื้องสูง

ที่สำคัญคือ คำว่า พ่อทุกสถาบันนั้นเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักเรียนอาชีวะมาหลาย สิบปี โดยสามารถพบเห็นข้อความได้ตามสถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น บนกำแพง ผนังห้องน้ำ เป็นต้น และไม่เคยมีใครเคยนึก ประหวัดไปถึงสถาบันเบื้องสูงดังที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าใจเลยแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกัน ในการทำหน้าที่ของ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สังคมก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์และสื่อในเครือต่อสู้เพื่อปกป้องสถาบันเบื้องสูงมา อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะนำกรณีดังกล่าวไปพาดพิงสถาบันเบื้องสูง

นอกจากนั้น ส่วนหนึ่งของเนื้อหาก็ยังสนับสนุนการใช้มาตรา 44 เสียด้วยซ้ำไป ดังที่เขียนเอาไว้ว่า “กระนั้นก็ดี การที่รัฐธรรมนูญฉบับบิ๊กตู่เขียนเอาไว้เช่นนี้ ถ้าจะว่าไปแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ดี ใครจะบอกว่ามีอำนาจล้นฟ้า มีอำนาจเหนือทุกสถาบัน หรือที่มีการหยอกล้อกันว่า คสช.พ่อทุกสถาบัน ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะในเมื่อ คสช.ทำรัฐประหารก็ย่อมหมายความว่า คสช.ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อยู่แล้ว และยิ่งเมื่อเขียนย้ำเอาไว้ถึงอำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดใน รัฐธรรมนูญ ก็ย่อมเป็นหลักรับประกันได้ว่า คสช.พร้อมรับผิดชอบทุกสิ่งภายใต้รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม”

ขณะเดียวกันเพื่อให้การนำเสนอเป็นไปอย่างสมดุลและรอบด้าน กองบรรณาธิการก็ยังได้นำคำชี้แจงถึงข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ ศ.พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย และดร.วิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อธิบายเกี่ยวกับมาตรา 44 เอาไว้อีกด้วย

ด้วยเหตุดังกล่าว กองบรรณาธิการ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงมีความสงสัยในคำเตือนและการกล่าวโทษของคณะรักษา ความสงบแห่งชาติเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะในความเป็นจริงแล้วถ้อยคำในลักษณะเดียวกันนี้ก็ได้มีการใช้ใน สื่อมวลชนฉบับอื่นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือคอลัมน์ “เส้นใต้บรรทัด” ของ “จิตกร บุษบา” ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าที่พาดหัวเอาไว้ว่า “ม.44 = หัวหน้า คสช. พ่อทุกสถาบัน?”

คำถามก็คือ คำสั่งเตือนของ คสช.ตั้งอยู่บนตรรกะเช่นใด และทำไมถึงเลือกเตือนเฉพาะ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์เพียงฉบับเดียว

ข้อ 2
เป็นข้อกล่าวหาในคอลัมน์ “สมการการเมือง” ซึ่งตีพิมพ์ในหน้าที่ 16 โดยเนื้อหาที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าเป็นการเสียดสีและมีข้อความอันเป็นเท็จก็คือ ข้อความที่ว่า “ส่วนคนที่ได้รับอำนาจตรงในการเลือกสรรเครื่องสุขภัณฑ์นั้น ไม่ใช่ “บิ๊ก คสช.” อย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นทายาทของ “บิ๊ก คสช.” รายหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “น้องตาล” ฟังผิวเผินชื่อ “ตาล” คล้ายกับชื่อ “ตู่” ที่มี ต.เต่า เหมือนกัน จนนึกไปว่า “น้องตาล” เป็นลูก “บิ๊กตู่” แต่หากลองคลิกเข้าไปใน “อาจารย์กูเกิล” แล้วคงจะถึงบางอ้อว่า “บิ๊กตู่” มีลูก 2 คน เป็นผู้หญิงทั้ง 2 คน และไม่ได้ชื่อใกล้เคียงกับ “ตาล” เลย แต่ “น้องตาล” กลับเป็นชื่อทายาทของ “บิ๊ก คสช.” ผู้ที่ยังมากบารมี แต่ขอลดบทบาท เพื่อแต่งตัวรอบางสิ่งบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่า การให้ “ลูกตาล” ซึ่งถือเป็นคนรู้ใจมาเลือกสิ่งอำนวยความสะดวกใน “ทำเนียบรัฐบาล-ตึกไทยคู่ฟ้า” อาจจะส่งสัญญาณบางอย่างออกมาให้เห็น “บิ๊ก คสช.” ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะไม่ใช่ “บิ๊กตู่” อย่างที่คาดเดากัน แต่มี “ตาอยู่” ที่ “บิ๊กตู่” วางใจให้มาสานงานต่อ ก็เป็นได้ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนกันเองใน คสช.นั่นแล”

คำชี้แจง
เนื้อหาในบทความดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่ามีข้อความอันเป็นเท็จนั้น ต้องบอกว่า เป็นกระแสข่าวที่มีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในทำเนียบรัฐบาล มิได้เขียนขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย รวมทั้งเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเกี่ยวกับ ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยนำข้อมูลต่างๆ มาประกอบการเขียน

นอกจากนั้น การนำเสนอข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น โดยผู้เขียนได้ใช้คำว่า หรือไม่ ใช้คำว่า อาจ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่ข้อสรุป เป็นการตั้งคำถามว่าถึงความเป็นไปได้และความน่าจะเป็น เพราะสุดท้ายอาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ก็ได้ และการคาดการณ์ก็ไม่ใช่การใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ

ขณะเดียวกัน ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ก็มั่นใจว่า การนำเสนอข้อมูลเรื่อง “น้องตาล” ซึ่งเป็นบุตรของบุคคลสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาดูแลและจัดการ เรื่องสุขภัณฑ์ในทำเนียบรัฐบาลและตึกไทยคู่ฟ้า ไม่ได้เป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียหรือทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องเสียหายแต่อย่างใด

และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านมีวิจารณญาณเพียงพอในการตัดสินใจ

ข้อ 3
เป็นข้อกล่าวหาใน “คอลัมน์ป้อมพระสุเมรุ” ที่ตีพิมพ์ในหน้าที่ 18-19 โดยข้อความที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าเป็นเท็จก็คือข้อความในหน้า 18 ที่เขียนเอาไว้ว่า “การคัดสรรสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ว่ามีลักษณะเป็นการต่างตอบแทน เอาโควตามาแบ่งเค้ก”

คำชี้แจง
ในประเด็นนี้ จากการตรวจสอบของกองบรรณาธิการไปยังผู้เขียนบทความและเนื้อหาทั้งหมดพบว่า เป็นการรายงานตามข้อเท็จจริง เนื่องเพราะในระหว่างที่เขียนบทความนี้มีข้อมูลแพร่สะพัดตามสื่อต่างๆ ทุกสาขาเกี่ยวกับเรื่องผู้ที่จะได้รับคัดเลือกมาเป็น สนช. ซึ่งรายงานตรงกันว่า มีข้าราชการทหารได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็น สนช.เป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้ที่รับเลือกจากสาขาอื่นๆ เช่น นักธุรกิจ นักวิชาการ ข้าราชการประจำ อดีตข้าราชการประจำ คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า เป็นการจัดสรรตำแหน่งให้กับบุคคลที่ทำงานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ บุคคลที่ใกล้ชิดกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวก็มิใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติสามารถกระทำได้ แต่สื่อมวลชนก็มีสิทธิที่จะติติงและท้วงติงโดยสุจริตใจได้เพื่อผลประโยชน์ ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนั้น ในกรณีเดียวกันนี้ มิได้มีเพียงแค่ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ที่วิพากษ์วิจารณ์ หากแต่สื่อมวลชนฉบับอื่นๆ ก็ตั้งข้อสังเกตไปในทำนองเดียวกัน ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติตามจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพที่จะต้องมีการตรวจ สอบการทำงานขององค์กร ตลอดรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์” ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่พาดหัวตัวใหญ่เอาไว้ว่า “เหล่าทัพแบ่งเค้ก สนช. ประจินเผย “ทอ.” ได้โควตา 20 คน/รัฐสภาแต่งห้องรอ” ซึ่งก็ระบุชัดเจนว่าการแต่งตั้ง สนช.มีการแบ่งเค้กและใช้ระบบโควตาในการจัดสรรตำแหน่ง

เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์ “คมชัดลึก” ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2557 ที่พาดหัวเอาไว้ว่า “ทอ.20 ที่นั่ง สนช.” พร้อมโปรยข่าวเอาไว้ด้วยว่า “ประจิน” เผยทัพฟ้าได้โควตา สนช.20 ที่นั่ง

นอกจากนี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ยังได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ ชัดเจน ซึ่งหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับลงข้อความเอาไว้ตรงกัน กล่าวคือเมื่อผู้สื่อข่าวถามกรณี สนช.จำนวน 220 จะมีการแบ่งโควตากันอย่างไรว่า “ในส่วนเหล่าทัพอื่น ผมไม่ทราบ แต่ในส่วนกองทัพอากาศได้โควตา 20 คนและได้ส่งรายชื่อไปแล้ว และได้ผ่านการพิจารณาจากหัวหน้า คสช.แล้ว 10 คน ส่วนชุดที่สองอีก 10 คนจะได้หรือไม่ยังไม่ทราบ ....แต่ละเหล่าทัพจะได้โควตาเท่าไหร่นั้นผมไม่ทราบ …ส่วนโควตาคนนอกนั้น หัวหน้า คสช.เป็นผู้ดูแล”

ดังนั้น การนำเสนอข่าวสารของ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงมิได้เป็นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ และมิได้มีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่ง ชาติแต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์มีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 เรื่องการให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 103/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ขอน้อมรับคำตักเตือนและคำท้วงติงของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติด้วยความยินดี

กระนั้นก็ดี เมื่อได้พิจารณาจากคำสั่งของ คสช.ฉบับที่ 108/2557 จะเห็นได้ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีบทสรุปชี้นำเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ตีพิมพ์ข้อความหลายเรื่องด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จโดย มีเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ซึ่งจะส่งผลให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติอันเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนตามธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.2540 ต้องประสบกับความยุ่งยากและลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่ คสช.ได้ออกประกาศฉบับที่ 103/2557 เพื่อแก้ไขประกาศฉบับที่ 97/2557 โดยให้อำนาจสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเป็นผู้ตรวจสอบและดำเนินการพิจารณา ด้วยตัวเอง

ดังจะเห็นได้จากการที่ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้ออกมาเรียกร้อง ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแจ้งประเด็นข้อกล่าวหาให้ชัดเจน ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์ปกติ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติมีกระบวนการตรวจสอบการทำงานของสมาชิกหากพบการ กระทำผิดอยู่แล้ว

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า เนื้อหาที่ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์นำเสนอไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรมสื่อ หากแต่เป็นเรื่องที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมีทัศนคติต่อ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ซึ่งอยู่นอกเหนือกระบวนการตรวจสอบปกติ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงไม่ต้องการให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติต้องมา แบกรับแรงกดดันจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการทำหน้าที่ที่นอกเหนือจากกรอบ การทำงานที่มีอยู่เดิม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติในการคงไว้ซึ่งการเป็นองค์กร ที่ต้องการความเป็นอิสระ

ดังนั้น ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จึงตัดสินใจที่จะหยุดการพิมพ์เพื่อยุติปัญหาทั้งมวล

อย่างไรก็ดี ด้วยพันธะความรับผิดชอบต่อสังคม หลังจากหยุดตีพิมพ์เป็นเวลา 1 เดือน ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์จะกลับมาทำหน้าที่สื่อที่ตรวจสอบองค์กรผู้มีอำนาจ ทุกองค์กรเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอีกครั้ง

ทุกๆคนใน สื่อต่างๆ ใครจะถูกบันทึกว่าเป็น "หมาเฝ้าบ้าน" หรือ "หมากินอาจม" ผลงานของเขาคนนั้นเท่านั้นที่จะเป็นตัวบอก และ ประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกไว้ด้วยว่า วงศ์ตระกูลใดเป็น "หมาเฝ้าบ้าน" วงศ์ตระกูลใดเป็น "หมากินอาจม" แม้เขาคนนั้นจะตายไปแล้วสักกี่ปีก็ตาม ลูกหลานของเขาก็จะถูกเรียกขานว่า ลูกหลานของ "หมาเฝ้าบ้าน" หรือ ลูกหลานของ "หมากินอาจม" และ ผลกรรมที่พวกเขาก่อไว้จะต้องตกถึงลูกหลานของพวกเขาอย่างแน่นอน

MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook

Follow by Email


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY