GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL

GREAT KING OF THAILAND, KING BHUMIBHOL
LONG LIVE THE KING BHUMIBHOL

LONG LIVE THE KING "BHUMIBHOL"

คืนความสุขให้ประชาชน

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลักษณะของจิตที่ตั้งมั่น




ลักษณะของจิตที่ตั้งมั่น

จิตที่ตั้งมั่นขึ้นมาจะมีลักษณะที่เบา มีลักษณะที่นุ่มนวลอ่อนโยน มีลักษณะที่ปราดเปรียวว่องไว ไม่หนักไม่แน่นไม่แข็งไม่ซึมไม่ทื่อ

ถ้านั่งสมาธิแล้วจิตแน่นจิตแข็งจิตซึมจิตทื่อ ให้รู้เลยว่าเป็นมิจฉาสมาธิแล้วล่ะนะ นอกรีตนอกรอยแล้ว ไม่ใช่สมาธิในทางศาสนาพุทธแล้ว หรือนั่งแล้วเคลิ้มง่อกๆแง่กๆขาดสตินะ ใช้ไม่ได้เลย จิตไม่ได้มีความคล่องแคล่วว่องไวควรแก่การงาน จิตสะลึมสะลือ หรือจิตเที่ยวเห็นโน้นเห็นนี่ออกข้างนอกไป จิตไม่อยู่กับฐาน สิ่งเหล่านี้ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้นเลย

ถ้าเรามีสมาธิที่ถูกต้องเนี่ย จิตจะมีความตั้งมั่นอยู่กับตัวเอง จิตตั้งมั่นอยู่กับจิต เรียกว่าจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวนะ จิตหนีไปเมื่อไหร่มันก็ลืมกายลืมใจ มีร่างกายก็ลืมร่างกาย มีจิตใจก็ลืมจิตใจ แต่ถ้าเรารู้ทันจิตที่ไหลไปนะ จิตจะตั้งมั่น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว จิตจะเบาสบาย นุ่มนวล อ่อนโยน คล่องแคล่วว่องไว มีความสุขความสงบอยู่ในตัวเอง จิตจะถอยตัวออกมาจากรูปธรรมนามธรรม เพราะไม่ไหลเข้าไปในปรากฏการณ์ทั้งหลาย จิตจะถอยตัวออกมาเป็นคนดู

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม





การกําหนดพุทโธ นั้นเป็นอุบายของท่านผู้สอนที่ต้องการจะให้จิตมีที่ยึดมั่นเอาไว้กับพุทโธด้วยอีกอย่างหนึ่ง เป็นวิธีที่
เหมาะสําหรับผู่ที่จิตว่อกแว่กมาก จะทําให้ จิตมีที่ยึดเพิ่มไปยึดพุทโธไว้แทน ทําให้ว่อกแว่กน้อยลง แต่การที่จะกําหนดพุทโธหรือไม่ ก็ขอให้ขึ้นกับจริตของแต่ละคน เพราะคําว่าพุทโธช่วยให้จิตตั้งมันเพียงอย่างเดียว แต่จุดที่สําคัญกว่า คือได้ตามรู้ลมหายใจหรือตามรู้ความรู้สึกตัว หรือดูกายดูใจประกอบไปด้วยหรือเปล่า ถ้าท่องแต่เพียงพุทโธแล้วไม่ได้ตามดูลมหายใจไปด้วย เท่ากับว่าเรากําลังทิ้งการเจริญสติปัฏฐานไป แล้วไปท่องเพ่งเป็นสมถะแต่เพียงพุทโธเท่านั้น ซึ้งการเจริญในสติปัฏฐาน นั้นมีความสําคัญมากกว่ามากๆ  แต่ทั้งนี้ต้องดูให้ดีนะ ท่านผู้สอนอาจต้องการสอนกับบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเลยให้ทําอย่างนั้นเพื่อประโยชน์อันเป็นเฉพาะกับคนๆ นั้น ที่นี้คนอื่นไปฟังมาแล้วไปคิดว่า ต้องทําอย่างนี้ตามจึงดี แต่จริงๆ แล้วอาจไม่เหมาะกับจริตเราก็ได้ หรือคนอื่นๆ ก็ได้ สําหรับตัวผมเองเห็นว่าการตามรู้ลมหายใจของเราหรือการตามรู้ความรู้สึกตามรู้กาย มีความสําคัญกว่าและผมเองก็ละการท่องพุทโธ หรือคําบริกรรมอื่นใดทั้งหมด แม้แต่ขณะทําสมาธิก็ตาม แต่ผมกล่าวอย่างนี้ไม่ใช่การใช้คําบริกรรมไม่ดีนะครับ ผมเองเห็นว่าดีครับ เพียงแต่ดีและเหมาะกับผู้ใดมากกว่า ผู้สอนที่มีฌาณสูงๆ มักจะดูและเห็นแล้วครับคนคนกลุ่มไหนเหมาะกับอะไรครับ


เคล็ดลับของสมถกรรมฐาน

หลวงพ่อปราโมทย์ : ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อความมักน้อย(สมถะ – ผู้ถอด) เพื่อความสันโดษ(พอเพียง ยินดีในสิ่งที่ตนมี ในสิ่งที่ตนได้มาตามความชอบธรรม ประกอบด้วยศีลด้วยธรรม ตามกฎหมาย – ผู้ถอด) เพื่อความไม่คลุกคลี(วิเวก – ไม่คลุกคลีด้วยอกุศล ด้วยกิเลส เว้นแต่ทำตามหน้าที่อันสมควรแก่ธรรม สมควรตามความรับผิดชอบ – ผู้ถอด) เป็นเพื่อความพัฒนาของศีล เป็นไปเพื่อความมีสมาธิ

สมาธิมี ๒ ชนิด สมาธิชนิดที่ ๑ จิตสงบในอารมณ์อันเดียว จิตใจของเราโดยปกตินี้ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา มันวิ่งไปทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ วิ่งไปหาอารมณ์ที่เพลิดเพลินพอใจ กลุ้มใจขึ้นมาก็ไปดูหนัง อยากจะมีความสุขวิ่งไปดูหนัง ดูแล้วยังไม่หายกลุ้มวิ่งไปฟังเพลง ฟังเพลงแล้วหิวอีกแล้วก็วิ่งไปหาอะไรกินอีก จิตใจนี้จะวิ่งพล่าน พล่าน พล่าน พล่าน ไปตลอดเวลาเลย เรียกว่าใจฟุ้งซ่าน

ถ้าต้องการฝึกสมาธิให้ใจสงบนะ เรามารู้จักเลือกอารมณ์ ถ้าจิตของเราอยู่ในอารมณ์ชนิดไหนที่มันไม่ยั่วกิเลส เป็นอารมณ์ที่ดี อยู่กับอารมณ์ชนิดนั้นแล้วมีความสุข จุดสำคัญอยู่ที่ว่า เลือกอารมณ์ที่มีความสุขมาเป็นเครื่องอยู่ของจิต เมื่อจิตได้อยู่ในอารมณ์ที่มีความสุขอันเดียวนะ จิตจะไม่วิ่งพล่านไปหาอารมณ์อื่นๆ จิตก็สงบ นี่คือหลักของสมถกรรมฐาน เคล็ดลับมีเท่านี้เอง ที่นั่งสมาธิกันปางตาย ทำแล้วยังไงก็ไม่สงบ ก็เพราะไม่รู้เคล็ดลับ หลวงพ่อนั่งสมาธิเป็นตั้งแต่ ๗ ขวบ นะ ก็เลยสรุปเคล็ดลับได้ว่าเราต้องอยู่กับอารมณ์ที่มีความสุข

อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็กๆเนี่ย หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ อยู่กับลมหายใจนะ มีความสุข หายใจแล้วมีความสุข หายใจแล้วมีความสุข ใจก็ไม่ฟุ้งไปที่อื่นเลย ใจก็จะอยู่สงบอยู่กับลมหายใจ ลมหายใจกลายเป็นแสงไป ลมก็สว่างกลายเป็นแสงสว่าง เป็นดวงสว่างขึ้นมา ก็สงบอยู่กับแสง นี่คือหลักของการทำสมาธิ (หมายถึง สมถกรรมฐาน – ผู้ถอด)

สมาธิบางอย่างไม่มีแสงนะ ไม่มีดวงนิมิต อย่างการเจริญเมตตาเนี่ย เราแผ่เมตตาไปเรื่อย จะไม่มีดวงปฏิภาคนิมิตเกิดขึ้น จิตก็ทำความสงบปราณีตได้ คนไหนขึ้โมโห ก็แผ่เมตตาไปเรื่อยๆ เวลาที่แผ่เมตตาไม่ต้องไปเค้นเมตตาออกจากใจ แผ่ๆ อย่างนี้นะ ไม่ไปหรอก เมตตานะ แต่ถ้าจะแผ่ก็นั่งนึกเอา นั่งนึกเอา “สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย ขอให้สัตว์ทั้งหลายได้รับส่วนบุญที่เราทำแล้วทั้งหมดด้วยเถิด ทุกๆคน ทุกๆคน เลย” เนี่ยนึกไปเรื่อยนะ นึกอย่างนี้เรื่อยๆ บริกรรมไปเรื่อยๆ เดี๋ยวใจก็จะค่อยๆเย็นขึ้นมา ใจค่อยสงบสบาย พวกขี้โมโหนะ แผ่เมตตาไปเรื่อยๆ แผ่ทั้งวันเลยก็ได้ ใจมันจะค่อยเย็นๆมีความสุข
ึ้นมา

คนขี้โลภ พวกราคะมากอะไรอย่างนี้ จะพิจารณาร่างกาย ดูร่างกายเป็นส่วนๆ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ของไม่สวยไม่งาม พิจารณาไปเรื่อย ใจก็สงบจากราคะ ไม่ฟุ้งไป

ใจโกรธก็คือใจมันฟุ้งไป กระทบอารมณ์แล้วไม่พอใจ ในโลภก็คือมันฟุ้งไป ไปกระทบอารมณ์แล้วพอใจ ใจหลงก็คือใจมันฟุ้งไปตามอารมณ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นหากว่าคนไหนขี้หลง ใจลอยบ่อยอะไรบ่อยนะ หายใจไปรู้สึกตัวไป หายใจไปรู้สึกตัวไป พอจิตหนีไปแล้วก็รู้เอา ใจก็ค่อยสงบสบายอยู่ในอารมณ์อันเดียว ถ้าน้อมใจให้ไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขได้ล่ะก็ สมาธิก็เกิด ได้สมาธิชนิดที่ ๑

สมาธิชนิดที่ ๑ เป็นสมาธิที่จิตสงบในอารมณ์อันเดียว เรียกว่า “อารัมณูปนิชฌาน” อารัมณะ ก็คือคำว่า อารมณ์นั่นเอง คนไทยไปตัดไม้หันอากาศออก ถ้าภาษาที่ถูกก็คือ อารัมณะ ยกตัวอย่างพระอานนท์นะ คนไทยเรียกพระอานนท์เนี่ย ถ้าเราย้อนขึ้นไทม์แมชชีนไปวัดเชตวัน ไปถามหาพระอานนท์ จะไม่มีใครรู้จักเลย ต้องถามหาพระอานันท์ เนี่ยเขาตัดไม้หันอากาศออกไป คนไทย

เพราะฉะนั้นอารัมณูปนิชฌานนะ ให้จิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว จิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวได้เพราะจิตรู้จักเลือกอารมณ์ที่มีความสุข ถ้าทำได้นะ จิตใจก็มีความสุข ร่มเย็นเป็นสุข ไม่เครียด ไม่เครียดเลย แต่ว่าไม่เดินปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม



ให้เข้าใจความแตกต่างระหว่าง จิตผู้เพ่ง กับ จิตผู้รู้

หลวงพ่อปราโมทย์ : ถ้าใจเราตั้งมั่น เราจะเห็นร่างกายของตัวเองได้ ถ้าใจเราตั้งมั่น เราจะเห็นจิตใจของตนเองได้ ถ้าใจไม่ตั้งมั่น ใจไหลไปทางตา เราจะไปเห็นรูปภายนอก ถ้าใจไหลไปทางหู เราจะไปได้ยินเสียง ถ้าใจไหลไปทางจมูก เราจะไปได้กลิ่น ถ้าใจไหลไปที่ลิ้น เราจะได้รส ถ้าใจไหลไปตามผิวกาย เราจะรู้สึกสัมผัสภายนอก เย็นร้อนอ่อนแข็งตึงไหวอะไรข้างนอกได้ ข้างในก็รู้สึกได้ แต่จิตมันเคลื่อนทั้งสิ้นเลย เช่น รู้สึกท้อง ที่กระเพื่อมไปกระเพื่อมมา จิตเคลื่อนไปที่ท้องนั่นเอง

เพราะนั้น ถ้าจิตเคลื่อนไปนะ มันจะรู้ออกนอก และถ้าจิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ดูเนี่ย มันจะย้อนเข้ามา ดูกายดูใจของตนเอง โดยที่จิตนั้น”เป็นผู้รู้ ผู้ดู” ตัวนี้แหล่ะ ตัวแตกหัก ถ้าเราสามารถพัฒนาจิตที่ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ดูได้ เรียกว่าเราได้ “ลักขณูปนิชฌาน”

ลักขณูปนิชฌานเนี่ย เป็นสมาธิที่สำคัญที่สุดเลย แต่อาภัพ คนไม่รู้จัก คนรู้จักแต่”อารัมมณูปนิชฌาน” สมาธิมี ๒ ชนิดนะ สมาธิชนิดที่ ๑ ชื่อ “อารัมมณูปนิชฌาน” จิตไปเพ่งอยู่กับอารมณ์อันเดียว เช่น ไปเพ่งอยู่ที่พุทโธ ไปเพ่งอยู่ที่ลมหายใจ ไปเพ่งอยู่ที่ท้องพองยุบ ไปเพ่งอยู่ที่มือที่เท้า อันนั้นจิตออกนอก “ลักขณูปนิชฌาน” จิตจะตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ดูขึ้นมา แล้วมันจะเห็นเลย ร่างกายมันแสดงไตรลักษณ์ได้ จิตใจแสดงไตรลักษณ์ได้

งั้นถ้าจิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่ถึงฐาน จิตออกนอกเนี่ย หลายสำนวนนะ อันเดียวกันนั่นแหล่ะ คือจิตมันส่งไปข้างนอก ทางตาหูจมูกลิ้นกาย หรือส่งไปคิดไปนึก มันจะไม่สามารถรู้กายรู้ใจได้ เราต้องมาฝึกนะ ตัวนี้เป็นตัวแตกหักเลย ว่าชาตินี้เราจะได้มรรคผลหรือไม่ ถ้าเราไม่มี”ลักขณูปนิชฌาน” ไม่มีจิตที่ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ละก็ เรายังไม่สามารถเจริญวิปัสสนาได้

อารัมณูปนิชฌานคือ สมาธิเพ่งอารมณ์นี้ ใช้ทำสมถะกรรมฐาน แล้วก็ใช้สำหรับมีชีวิตอยู่กับโลก อย่างเป็นต้นว่า เราจะเขียนซอฟท์แวร์อะไรเนี่ยนะ ซักอันนึงนะ สมาธิเราต้องออกนอก ไปอยู่ที่ความคิดใช่ไหม เราถึงจะเขียนซอฟท์แวร์ได้ อันนี้เรียกว่า “อารัมณูปนิชฌาน” นั่งเพ่งไฟ นั่งเพ่งลมหายใจ นั่งเพ่งท้อง อันนี้เรียกว่าอารัมณูปนิชฌาน ไปเพ่งตัวอารมณ์


ส่วน“ลักขณูปนิชฌาน”เนี่ย ใช้ตอนไหนบ้าง ลักขณูปนิชฌานใช้ในขณะแห่งวิปัสสนากรรมฐาน ใช้ในขณะที่เกิดอริยมรรค ใช้ในขณะที่เกิดอริยผล ใช้ในขณะที่พระอริยเจ้าเข้าผลสมาบัติ ผลสมาบัติก็คือ เกิดผลจิต จิตในขณะที่บรรลุโสดาฯ สกทาคาฯนั่นแหล่ะ จะเกิดผลอย่างนั้นซ้ำขึ้นมา แต่ว่าไม่ล้างกิเลส เพราะมีแต่ผล ไม่มีมรรค งั้นเป็นสมาธิ แต่เป็นสมาธิที่ใช้ลักขณูปนิชฌาน จิตตั้งมั่นถึงฐานเลย



เมื่อปฏิบัติสมาธิไปถึงจุดหนึ่ง คําบริกรรมจะหายไป จะหายไปเอง แล้วจิตเราจะตั้งมั่นเด่นอยู่ในจุดที่เราตั้งมั่น และถ้าสมาธิไปลึกต่อไปอีก กายเราตัวเราจะเบาจะไร้นํ้าหนักกดทับใดๆทั้งสิ้น ถึงตรงนี้จะเหมือนไม่มีกายแล้วแต่ก็จะรู้ว่ากายนั้นยังมีอยู่ และถ้าสมาธิละเอียดลึกขึ้นไปอีก ลมหายใจที่เราใช้ยึดอยู่ก็จะค่อยๆหายไปด้วย ตรงจังหวะที่ลมหายใจหายไปแล้วนี้บางคนถ้าตกใจและหลุดจากสมาธิระดับนั้นถอยออกมา จะเกิดการสําลักอากาศหรือหายใจได้ ฉะนั้นอย่าไปวิตกกังวลไม่มีลมหายใจก็ไม่เป็นไรครับ มันจะอยู่ในสภาวะสงบนิ่งลึกๆ แต่มีสติรู้ตัวตลอด ตอนนี้ให้เปลี่ยนจากการตามรู้ลมหายใจ (เพราะไม่มีลมแล้ว) มาอยู่ที่การรับสัมผัสกาย ที่กายตนแทน ตรงนี้ความรู้สึกที่ผ่านกายจะไวไวมากรับรู้ถึงกระแสเลือดกระแสประสาทที่วิ่งอยู่ในกาย และจากนี้ก็จะเข้าสู่สภาวะที่สมาธิลึกมาก เสียงจะหายไปจากการรับรู้ เช่นใครมาทําเสียงดังข้างหูก็ไม่ได้ยิน และต่อจากนั้นสมาธิที่ลึกมากๆ ใครมาเขย่ากายก็ไม่รู้ การเกิดสภาวะทางกายจะเป็นตามลําดับอย่างนี้



" เล่นกับลม เหมือนเป็นหนึ่งเดียวกับลม "


การพิจารณาลม อย่างอ่อนโยน อย่างแผ่วเบา ละเอียดอ่อน เล่นกับลมหายใจ ดึงลมเข้าผ่อนลมออก โดยระลึกรู้อยู่กับลม ทําได้อย่างนี้ สมาธิจะก้าวหน้ามากๆครับ ทําเหมือนเล่นลมรู้ไป กับลมเหมือนไม่ได้ตั้งใจทํา แต่เล่นรู้ไปกับลม สิ่งนี้สําคัญนะครับ



"ผู้ที่มีสมาธิแล้ว คำพูดมักจะศักดิ์สิทธิ์ 
สามารถที่จะโน้มน้าวจิต ของผู้อื่นได้" 

ถ้าหากสมมติว่าเราโกรธใครสักคนหนึ่ง อย่าไปแช่งเขา 
ให้ทำสมาธิ ให้แผ่เมตตาให้เขามากๆ 

ในเมื่อเราแผ่เมตตาให้เขามากๆ มันจะเกิดผลขึ้นมา ๒ อย่าง
อย่างหนึ่ง เขามาดีกับเรา
อย่างที่ ๒ ถ้าเขาไม่ยอมมาดี เขาก็พังไปเอง เราไม่ต้องแช่ง

ถ้าแช่งแล้วเราก็เป็นบาป แล้วก็ทำให้เราเสื่อมคุณธรรมด้วย...

-หลวงพ่อพุธ ฐานิโย


วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทหารอเมริกันเปิดโปงขบวนการก่อการร้ายตัวจริงที่แท้ก็คือ......


Post by วิทูร ภัสสรภากร.

คลิปวีดีโอชุดนี้ไม่ทราบว่าออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่แต่ได้ใจคนทั้งโลก..ทหารอเมริกันเปิดโปงขบวนการก่อการร้ายตัวจริงที่แท้ก็คือ......โปรดแชร์ข่าวสารนี้ให้ชาวโลกได้รับรู้...



ชายชาวอเมริกัน ชูป้าย รัฐบาลผมสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ในปาเลสไตน์ ผมไม่รู้จะหยุดเขาได้อย่างไร ทุกวันนี้ผมอาย ที่เป็นคนอเมริกัน..











โหดร้ายสิ้นดี......"PRAY FOR GAZA"

ศาสตราจารย์นายแพทย์ แมดส์ กิลเบอร์ท เพิ่งจะเดินทางจากนอร์เวย์ไปทำงานร่วมกับคณะแพทย์และพยายาลในกาซ่า แม้จะถูกขัดขวางทุกวิถีทางจากอิสราเอลไม่ให้เดินทางเข้าไปที่กาซ่า แต่เขาได้มาถึงโรงพยาบาลชีฟาอฺในกาซ่าแล้ว และนี่คือจดหมายที่เขาเขียนถึงเพื่อนมนุษย์ทั้งมวล

#จดหมายจากกาซ่า #โดยนายแพทย์ชาวนอร์เวย์คนหนึ่ง

เพื่อน ๆ ที่รัก

เมื่อคีนนี้เป็นคืนที่หนักหน่วงอย่างยิ่ง การบุกภาคพื้นดินของอิสราเอลที่กาซ่าส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ผู้บาดเจ็บแขนขาขาด เสียเลือด กำลังหนาวสั่น รอความตาย ถูกบรรทุกมาล้นคันรถ พวกเขาเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทุกผู้ทุกวัย

บรรดาวีรบุรุษของเราในรถพยาบาลและในโรงพยาบาลทุกแห่งในกาซ่าต่างทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีวันหยุดตลอด 24 ชั่วโมง ทุกคนระโหยโรยแรงและเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสจากการทำงานที่่เกินกำลังมนุษย์จะทำได้ (โดยไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ และเฉพาะในโรงพยาบาลที่เมืองชีฟาอฺนั้นพวกเขาทำงานโดยไม่รับเงินเดือนเลยมาสี่เดือนแล้ว) พวกเขาพยายามให้การรักษาและพยายามทำความเข้าใจกับความโกลาหลที่เกินจะเข้าใจได้ของสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของมนุษย์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ขนาดต่าง ๆ ที่บ้างก็เดินได้ บ้างก็เดินไม่ได้ บ้างก็หายใจ บ้างก็หยุดหายใจไปแล้ว ทุกคนคือมนุษย์ แต่ขณะนี้พวกเขาถูกกระทำราวกับไม่ใช่มนุษย์จากกองทัพที่อ้างตัวว่าเป็น ”กองทัพที่มีคุณธรรมมากที่สุดในโลก" 

ผมขอแสดงความนับถืออย่างสูงยิ่งต่อผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดที่มีความอดทนอย่างที่สุดต่อความเจ็บปวด ความทรมานและความหวาดผวา ผมขอแสดงความชื่นชมอย่างสุดซึ้งต่อคณะแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัคร ความใกล้ชิดที่ผมมีต่อชาวปาเลสไตน์ "ซูมูด" ทำให้ผลมีความเข้มแข็ง ถึงแม้ในบางขณะผมอยากจะกรีดร้อง กอดใครสักคนไว้แน่น ๆ ร้องไห้ออกมา สูดกลิ่นหอมของเส้นผมและผิวหนังที่อบอุ่นของเด็ก ๆ ที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือด ปกป้องตัวของเราไว้ในอ้อมกอดของกันและกัน แต่พวกเราก็ไม่อาจทำได้เช่นนั้น

ใบหน้าที่ระโหยโรยแรงทั้งหลาย -- ไม่แล้วนะ พอแล้วนะกับรถที่เต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บสาหัสและเลือดท่วมตัว บนพื้นห้องฉุกเฉินของเรายังเจิ่งนองไปด้วยโลหิต เรายังมีผ้าพันแผลชุ่มเลือดอีกกองพะเนินที่รอการจัดการ บรรดาพนักงานทำความสะอาดต่างต้องคอยช้อนเลือดและเศษชิ้นส่วนของร่างกาย ผม เสื้อผ้า สายท่อที่สอดใส่ในร่างกาย บรรดาชิ้นส่วนที่หลงเหลือจากร่างกายของผู้เสียชีวิต ทุกอย่างถูกนำออกไปเพียงเพื่อจะรอรับชิ้นส่วนแบบเดียวกันนี้ที่จะกลับเข้ามาใหม่ ตลอดระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำมาที่โรงพยาบาลชีฟาอฺกว่าร้อยราย อาจเพียงพอต่อการรองรับของโรงพยายาลที่มีคณะทำงานที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีและมีความพร้อมทุกอย่าง แต่ที่นี่ แทบไม่มีอะไรเลย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ ไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถใช้แล้วทิ้งได้ ไม่มียา หรือถ้าจะมีบ้างก็คือโต๊ะ เครื่องมือ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ขึ้นสนิมราวกับนำมาจากพิพิธภัณฑ์แห่งวันวาน แต่พวกเขาไม่ปริปากบ่น บรรดาวีรบุรุษเหล่านี้ พวกเขาเดินหน้าต่อไป ราวกับนักรบ หยัดยืน แน่วแน่ และมั่นคง 

ขณะที่ผมเขียนจดหมายนี้ถึงพวกคุณ ผมอยู่ตามลำพังบนเตียงนอน น้ำตาของผมไหลริน เป็นน้ำตาอุ่น ๆ แต่ช่างไร้ประโยชน์ เป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดและความโศกเศร้า เป็นน้ำตาแห่งความโกรธขึ้งและความหวาดกลัว สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม

และเมื่อครู่นี้เอง เสียงประสานของเครื่องมือทำสงครามของอิสราเอลเริ่มบรรเลงเพลงอำมหิตอีกครั้ง เมื่อสักครู่นี้เอง มีการระดมยิงปืนใหญ่จากกองทัพเรือของอิสราเอลขึ้นมาบนชายฝั่ง เสียงคำรามของฝูงบิน เอฟ 16 เครื่องบินรบปราศจากคนขับที่น่ารังเกียจ และเครื่องเฮลิค็อปเตอร์อาปาเช่ที่บินว่อน ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่ผลิตในสหรัฐและมอบให้อิสราเอลโดยรัฐบาลสหรัฐ

มิสเตอร์โอบามา คุณมีหัวใจหรือเปล่า

ผมขอเชิญคุณมาที่ชีฟาอฺ มาอยู่ที่นี่ซักคืนก็พอ ปลอมตัวมาเป็นพนักงานทำความสะอาดก็ได้

ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยนไป

ไม่มีใครหรอกที่มีหัวใจและมีอำนาจจะสามารถเดินออกจากเมืองชีฟาอฺไปได้โดยไม่คิดจะหยุดยั้งการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์อย่างโหดเหี้ยมนี้

แต่คนที่ไม่มีหัวใจและไร้ความเมตตาต่างตั้งหน้าตั้งตาคำณวนผลประโยชน์และวางแผนโจมตีกาซ่าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้้ง

สายธารแห่งเลือดจะยังคงไหลรินในคืนที่จะมาถึง ผมได้ยินเสียงมัจจุราชขึ้นไกและเตรียมเครืองมือสังหารพร้อมแล้ว

ได้โปรดทำอะไรสักอย่างที่คุณจะทำได้เถิด สิ่งนี้ไม่อาจจะดำเนินต่อไปได้อีกแล้ว

นายแพทย์ ดร. แมดส์ กิลเบอร์ต
ศาสตราจารย์และหัวหน้าคลีนิ
คลีนิคผู้ป่วยฉุกเฉิน
โรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทนอร์เวย์


ข้อมูลจากและภาพจาก http://www.middleeastmonitor.com/articles/middle-east/12920-letter-from-gaza-by-a-norwegian-doctor

เรียบเรียงโดย สุรัยยา สุไลมาน
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗
กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซึย








เพรสทีวี - มีรายงานล่าสุดระบุ กองกำลังทางอากาศและพื้นดินของรัฐเถื่อนไซออนิสต์มีการใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวตามย่านที่อยู่อาศัยหลายแห่งในเขตฉนวนกาซา

การใช้ระเบิดแห่งความตายนี้ถือว่าละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศซึ่งให้เป็นอาวุธต้องห้ามในเขตพื้นที่พลเรือน

ก่อนหน้านี้แพทย์ชาวนอร์เวย์ที่อยู่ในเขตปิดล้อมฉนวนกาซาก็วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลว่าใช้ระเบิดที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งกับพลเรือนปาเลสไตน์

โดยแพทย์คนดังกล่าวบอกว่า ชาวปาเลสไตน์ได้รับบาดเจ็บจากอาวุธชนิดใหม่ที่ว่าแม้แพทย์ที่มีประสบการณ์ในเขตสงครามก็ยังไม่รู้จัก

อิสราเอลยเคยใช้ ยูเรเนียมด้อยสมรรถนะ (depleted-uranium) และแก๊สฟอสฟอรัสขาว (white phosphorus shells) กับชาวปาเลสไตน์มาแล้วก่อนหน้านี้

“ฟอสฟอรัสขาว” เป็นสารที่มีลักษณะ คล้ายขี้ผึ้ง มีสีขาวใสออกเหลือง มีกลิ่นคล้ายกระเทียม จะทำการสันดาปอย่างรวดเร็วเฉกเช่นเดียวกับออกซิเจน จะทำให้เกิดประกายไฟและควันสีขาว และเมื่อได้เจอกับความชื้นจะทำปฏิกิริยาจนเกิดกรดฟอสฟอริก เมื่อสัมผัสผิวหนังของมนุษย์ จะไหม้ทั้งผิวหนังและเนื้อทุกส่วนจนเหลือแต่ซากกระดูกเท่านั้น

อ่านต่อ: http://www.muslimvoicetv.com/ncontent/International_news_cont.php?nid=15985#ixzz388tbfUF2





เก็บตก เมื่อวันที่ 21 กค. 2514
"มวลมหาประชาชน ชาวอเมริกัน" จำนวนมาก ส่งสัญญาณไปถึงโอบาม่า กรณีสนับสนุนอิสราเอลถล่มกาซ่า 


วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Unfriend Thailand – ต่างใจ ไทยเดียว



สละเวลากันสักประมาณ 3 นาที ดูคลิปดี ๆ ที่สะท้อนสังคมกันครับ

Unfriend Thailand – ต่างใจ ไทยเดียว


มีเพื่อน unfriend กันไปกี่คนแล้ว กี่ครอบครัวที่คุยกันไม่ได้ เพื่อนร่วมงาน กี่คนที่มองหน้ากันไม่ติด เราปล่อยให้ความเห็นต่าง…ทำลายสิ่งที่เร­ามีร่วมกันไปหรือไม่ทั้งในครอบครัว…และในประเทศของเรา
สังคมไทยเจ็บช้ำจากความขัดแย้งเกินพอแล้วและทางเดียวที่จะเดินต่อไปข้างหน้าคือหันกลับมา เปิดใจรับฟังกันเราทำอะไรได้บ้าง เพื่อพาสังคมไทยเดินหน้า ร่วมหาคำตอบที่งาน ”ต่างใจไทยเดียว” มองทะลุความต่าง ให้เห็นทางอยู่ร่วมกัน
ฟัง — ความคิดและประสบการณ์ของคนที่มีส่วนร่วมเพ­ื่อส่วนรวม
ชม — นิทรรศการ เรียนรู้การรับฟังความเห็นที่แตกต่าง
พบ — ดนตรีบนความต่าง จากศิลปินที่ไม่เคยเล่นร่วมเวทีกันมาก่อน
ลงมือทำ — ให้สังคมดีขึ้นกับกิจกรรรมอาสามากมาย

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

5 ผู้นำเลวที่สุดในโลก "ทักษิณ" ติดโผ


5 ผู้นำเลวที่สุดในโลก "ทักษิณ" ติดโผโปรดสังเกตปีที่ตีพิมพ์บทความนี้ คือ 2010 ! (เพิ่งไม่นานนี้เองข้อมูลยังทันสมัยอยู่เลย)
เกิดอะไรขึ้นชาวสังคมออนไลน์ถึงแชร์กันเพียบ เรื่องที่สุดของผู้นำประเทศ ที่เป็นตัวอย่างไม่ดีในการบริหาร ระบุ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเกือบทั้งหมด เมื่อลาจากตำแหน่งอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็มักจะอุทิศชีวิตสร้างสรรค์สิ่งที่งดงามให้แก่โลก หรืออย่างน้อยก็หลีกเร้นเข้าสู่โลกสมถะ แต่อดีตผู้นำอีก 5 คนนี้ไม่เคยมีวิถีเช่นนั้นเลย
อดีตผู้นำประเทศที่ถูกพูดถึงในบทความ ได้แก่ นายแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี, นายโคเซ มารีอา อัซนาร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของสเปน, นายโอลูเซกัน โอบาซันโจ อดีตประธานาธิบดีของไนจีเรีย, นายโจเซฟ เอสตราดา อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
โปรดสังเกต ปีที่ตีพิมพ์บทความนี้ คือ 2010 ! เกิดอะไรขึ้น ชาวสังคมออนไลน์ถึงเอามาแชร์กันในเฟซบุ๊คตอนนี้เยอะมาก
Bad Exes
Most ex-presidents and former prime ministers devote their lives to making a positive difference in the world, or at least fade away into obscurity. Here are five former leaders who have done neither
BY JOSHUA E. KEATING | OCTOBER 1, 2010
Joshua E. Keating is associate editor at Foreign Policy.
*THAKSIN SHINAWATRA
Old job: Prime minister of Thailand, 2001-2006
New image: Since being deposed in a 2006 coup amid allegations of graft and human rights abuses, Thaksin has lived a peripatetic existence. The former billionaire businessman has served as a "special ambassador" for Nicaragua and an economic advisor in Cambodia, and was briefly owner of the Manchester City soccer club. Thaksin reportedly lived in Germany for more than a year, keeping a low profile.*
This year, Thaksin's supporters, known as "red shirts," occupied central Bangkok and stormed government buildings throughout the country in an effort to force the government to step down. Around 90 people were killed in the ensuing clashes between often-armed protesters and police before the two sides agreed to a cease-fire. Thai courts charged Thaksin in absentia for his role in fomenting the protests. Although Thaksin was vocally supportive of the red shirts -- he once called into a rally and promised "to make all Thais rich" if his supporters were able to regain political power -- he denies funding their efforts. He has also been convicted on additional corruption charges since going into exile, though he maintains that those charges are politically motivated.
Since the red shirts' defeat, Thaksin has cut back on his media appearances and political activities. In August, he gave up his position with the Cambodian government, helping ease relations between the two countries.
Rebuttal: Read responses to Thaksin's inclusion on this list from Robert Amsterdam and Jane Foley.
*This section has been corrected since original publication.
*JOSEPH ESTRADA
Old job: President of the Philippines, 1998-2001
New image: Action-movie-star-turned-president Joseph Estrada was ousted in 2001 after serving less than half his term amid a flurry of corruption charges. Estrada has also admitted to having numerous children out of wedlock and reportedly made crucial policy decisions with the help of a "midnight cabinet" of old drinking buddies. He was finally convicted of "plunder" in 2007 and sentenced to life imprisonment, but was pardoned by his successor, President Gloria Macapagal Arroyo, just a few weeks later under a deal in which he promised not to go back into politics.
But Estrada broke his promise and entered the 2010 presidential election, doing so, he told the New York Times, "so I can clean up my name and prove to those who removed me that they were wrong." Instead, what he got was a new legal mess with months of challenges over whether he was eligible to run, having already served as president. Estrada eventually won his case, but lost the election to Benigno "Noynoy" Aquino, son of former President Corazon Aquino.
Now Estrada is preparing to defend himself from a U.S. lawsuit filed by the daughters of a Filipino publicist who say the former president was complicit in their father's killing in 2001. Estrada has joked about the case, telling the Philippine Daily Inquirer, "That's bullshit. What will they get from me? Where will I get the money?"
Estrada remains popular among poor Filipinos and continues to influence the country's politics through control of his party, but the country might be better off if the action hero went back to focusing on his movie career.
OLESEGUN OBASANJO
Old job: President of Nigeria, 1999-2007
New image: Once lauded for helping his country transition from a military dictatorship to a genuine, if chaotic and violent, democracy, Obasanjo has more recently seen his reputation tarnished by a series of corruption investigations. Then there's the fact that Obasanjo has never really willingly stepped aside. He attempted to amend the Nigerian Constitution to allow himself a third term, and when that failed, he installed the moribund Umaru Yar'Adua as his successor ahead of an election widely believed to be rigged. It was suspected by many in Nigeria that Yar'Adua was chosen because he was seen as weak and could be manipulated by the Obasanjo loyalists in his cabinet (Obasanjo's political influence has faded significantly in recent years, however).
In addition to being hit with new revelations of corruption committed during his time in office, including hundreds of millions of dollars in alleged bribes from U.S. contractor Halliburton, Obasanjo became involved in a messy personal scandal when his son accused him in court of sleeping with his own daughter-in-law. Recently, thousands of residents of a town in southwestern Nigeria have protested plans to demolish their homes after Obasanjo acquired their land. His daughter Iyabo, a Nigerian senator, was also embarrassed when she was forced to admit to withdrawing thousands of dollars from the country's health budget to pay for a retreat in Ghana.
Obasanjo has continued to maintain a high international profile, serving as a U.N. envoy to peace talks in the Democratic Republic of the Congo, but his traditionalist views have sometimes embarrassed the organization. At a U.N. event this year with former U.N. Secretary-General Kofi Annan, he called homosexuality an "abomination" and dismissed individuals' right to privacy, saying "You want to make love to a horse?"
JOSÉ MARÍA AZNAR
Old job: Prime minister of Spain, 1996-2004
New image: Spanish voters gave Aznar the boot after his government attempted to pin the blame for the 2004 Madrid train bombings on ETA, the Basque separatist group, when they were in fact carried out by Islamist extremists hoping to punish Spain for its support of the deeply unpopular Iraq war. Since then, Aznar, who runs a think tank and sits on the board of Rupert Murdoch's News Corp., has distinguished himself mainly by the extremity of his rhetoric.
Aznar has joined with Czech President Vaclav Klaus in calling global warming a "new religion" and referring to environmentalists as "flag bearers of the global-warming apocalypse ... who seek to restrict individual liberties in the name of a noble cause ... as the communists did!" (Never mind that under Aznar's tenure, Spain signed on to the Kyoto Protocol to combat global warming.)
Aznar has also suggested that Muslims apologize for the medieval occupation of Spain, called efforts at interfaith dialogue stupid, and called the U.S. election of an African-American president "a historic exoticism and predictable economic disaster." Aznar also attacked Spanish government campaign against drunk driving -- while accepting an award from a vintner's association -- saying, "Let me decide for myself; that's what liberty consists of. Who asked you to come and drive for me? Let me drink my wine in peace; I'm not putting anyone at risk."
Aznar recently kicked off a more defensible campaign to drum up international support for Israel, but the folks in Tel Aviv might want to consider whether he's really their most effective cheerleader.

GERHARD SCHRÖDER
Old job: Chancellor of Germany, 1998-2005
New image: Schröder had always been reliably pro-Russia as chancellor, rejecting criticism of Moscow's human rights record and even describing then-President Vladimir Putin as a "flawless democrat." But the German public was still shocked by the blatant cynicism of his final act. Less than one month before stepping down, Schröder helped procure a $1.4 billion loan for Gazprom, the Russian state oil monopoly formerly run by current President Dmitry Medvedev. Then, just after stepping down, Schröder accepted the chairmanship of Gazprom's controversial Nord Stream pipeline project, which will increase Germany's reliance on Russian natural gas and was agreed to under Schröder's tenure.
Schröder's actions were a major political scandal in Germany, with the public understandably wondering why he had been so eager to negotiate the pipeline deal in the first place. Schröder told a German newspaper, "I do not see that I did anything wrong," and got a court to enforce a gag order preventing rival politician Guido Westerwelle, now Germany's foreign minister, from criticizing him.
More recently, Schröder joined the board of BP's troubled Russian subsidiary, TNK-BP, whose British owners have accused the Russian government of attempting to harass them into leaving the country. Schröder continues to toe the Russian line on foreign-policy issues, defending Putin's democratic credentials and criticizing the recognition of Kosovo's independence.
กระฉ่อนโลก แม้วเลวติดท็อปไฟว์ วอชิงชัตโพสต์โดย Joshua E.Keating แฉพฤติกรรมผู้นำ 5 ประเทศ ที่เป็น "ตัวอย่างที่เลว" ใช้อำนาจในทางมิชอบและละเมิดสิทธิมนุษยชน เผยทักษิณได้หนังสือเดินทางแบบผิดกฎหมาย พร้อมโยงเสื้อแดงม็อบติดอาวุธ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ www.foreignpolicy.com ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้เผยแพร่บทความชื่อ "ตัวอย่างที่เลว" เขียนโดย Joshua E.Keating มีเนื้อหาสรุปพฤติกรรมของผู้นำจาก 5 ประเทศ ที่เป็นตัวอย่างไม่ดีในการบริหารประเทศ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อยู่ในอันดับที่ 5
เนื้อหาใน เว็บไซต์นี้ยังตีพิมพ์อยู่ในนิตยสารชื่อ foreignpolicy ซึ่งนอกจากจะพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษแล้ว ยังพิมพ์เป็นภาษา อาระบิค บุลกาเรีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น โปรตุเกส เกาหลี และสเปน ด้วย โดยนิตยสารฉบับดังกล่าวเคยได้รับรางวัล WINNER OF THE NATIONAL MAGAZINE AWARD FOR GENERAL EXCELLENT ในปี 2003 ,2007 และ 2009 รวมทั้งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้ในปี 2005 และ 2006 ด้วย ขณะที่เว็บไซต์ www.foreignpolicy.com ก็เคยได้รับรางวัลชนะเลิศมาแล้วเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในนักเขียนของนิตยสาร foreignpolicy ยังเคยได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ด้วย โดยนิตยสาร foreignpolicy เป็นที่นิยมอ่านในหมู่ผู้นำที่ทรงอิทธิพลด้านธุรกิจและการเมืองมากกว่า 160 ประเทศ
สำหรับคำแปลจากเว็บไซต์มีสาระสำคัญดังนี้
"อดีต ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่อุทิศชีวิตเพื่อสร้างความ แตกต่างที่ดีให้กับโลก หรืออย่างน้อยก็ลดบทบาทหายไป นี่คือห้าอดีตผู้นำที่ไม่ได้ทำทั้งสองอย่าง...
อันดับที่ 5.ทักษิณ ชินวัตร
อาชีพเก่า : นายกรัฐมนตรีไทย ปี 2001-2006
ภาพ ลักษณ์ใหม่ : นับตั้งแต่ถูกออกจากตำแหน่งในการรัฐประหาร เมื่อปี 2006 ท่ามกลางคำกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบและการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ทักษิณใช้ชีวิตอยู่ด้วยการเดินทางไปมา อดีตนักธุรกิจมหาเศรษฐีพันล้านได้ทำหน้าที่เป็น "ทูตพิเศษ " ให้กับนิคารากัว และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชา และเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ
มี รายงานว่า ทักษิณอาศัยอยู่ในเยอรมนีโดยใช้ชื่อปลอมเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปี และใช้หนังสือเดินทางที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายจากประเทศต่างๆ ขณะนี้ทักษิณ อาศัยอยู่ที่ดูไบ
ในปีนี้ ผู้สนับสนุนทักษิณ ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เสื้อแดง” ได้ครอบครองพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ และ บุกตึกสถานที่ราชการทั่วประเทศ เพื่อพยายามบังคับรัฐบาลให้ลงจากตำแหน่ง ประมาณ 90 คน ถูกฆ่าเสียชีวิตในการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงที่มักจะติดอาวุธและ ตำรวจ ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงหยุดยิง ศาลไทยได้พิจารณาข้อหาทักษิณ กรณีบทบาทของเขาในการปลุกระดมการประท้วง โดยทักษิณ ไม่ได้มาปรากฏตัวต่อศาลเพื่อต่อสู้คดี
แม้ว่าทักษิณจะ ให้เสียงสนับสนุนเสื้อแดง -- เขาเคยโทรศัพท์ เข้ามายังที่ชุมนุมประท้วงครั้งหนึ่ง และสัญญาที่จะ "ทำให้คนไทยทุกคนรวย" ถ้าผู้สนับสนุนของเขาสามารถได้รับอำนาจทางการเมืองกลับคืนมา -- แต่เขาปฏิเสธว่า ไม่ได้ให้เงินสนับสนุนความพยายามของกลุ่มผู้ชุมนุม ทักษิณยังถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาทุจริตเพิ่มเติมตั้งแต่ได้หลบหนีไป อย่างไรก็ตาม เขายังคงยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นมีแรงจูงใจทางการเมือง
ตั้งแต่ เสื้อแดงพ่ายแพ้ ทักษิณได้ลดการปรากฏตัวตามสื่อต่างๆ และลดกิจกรรมทางการเมือง เมื่อเดือนสิงหาคม ทักษิณได้ยอมสละตำแหน่งในรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศลง
ส่วน 4 คนที่เหลือมีดังนี้ อันดับ 1.GERHARD SCHRODER
อาชีพเก่า : นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ปี 1998-2005
ภาพ ลักษณ์ใหม่ : ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี Schroder สนับสนุนรัสเซียมาโดยตลอด โดยปฏิเสธการวิพากษ์วิจารณ์สิทธิมนุษยชนในรัสเซีย และกล่าวถึง Vladimir Putin ประธานาธิบดีรัสเซียในขณะนั้นว่าเป็นนักประชาธิปไตยที่ไม่มีที่ติ แต่สาธารณชนเยอรมันยังคงตกใจกับการกระทำสุดท้ายของเขา
ไม่ ถึงหนึ่งเดือนก่อนที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง Schroder ช่วยจัดหาเงินกู้จำนวน 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ Gazprom ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่ผูกขาดธุรกิจน้ำมันของรัสเซีย และDmitry Medvedev ประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบันเคยเป็นผู้บริหารในอดีต
เมื่อ ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี Schroder ได้รับตำแหน่งประธานโครงการท่อก๊าซ Nord Stream ของ Gazprom ซึ่งเป็นโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก และจะทำให้เยอรมนีต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติของรัสเซียมากขึ้น โดยโครงการดังกล่าวได้รับการตกลงขณะที่ Schroder ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การ กระทำของ Schroder กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองที่สำคัญในประเทศเยอรมนี โดยประชาชนต่างสงสัยในเหตุผลที่ทำให้ Schroder กระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่งที่จะเจรจาความตกลงโครงการท่อก๊าซดังกล่าวตั้งแต่ แรก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ Schroder บอกกับหนังสือพิมพ์ภาษาเยอรมันฉบับหนึ่งว่า "ผมไม่เห็นว่าผมได้ทำอะไรผิด" และศาลได้บังคับใช้คำสั่งปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้ Westerwelle Guido นักการเมืองคู่ต่อสู้ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สามารถวิพากษ์วิจารณ์ Schroder ได้
เมื่อเร็วๆ นี้ Schroder ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของบริษัทย่อยในรัสเซีย TNK-BP ของบริษัท BP ซึ่งกำลังประสบปัญหา โดยเจ้าของฝ่ายชาวอังกฤษได้กล่าวหาว่า รัฐบาลรัสเซียพยายามที่จะก่อกวนเพื่อให้ออกจากประเทศ Schroder ยังคงทำตามแนวทางของรัสเซียด้านประเด็นนโยบายต่างประเทศ โดยปกป้องความน่าเชื่อถือด้านความเป็นประชาธิปไตยของ Putin และวิพากษ์วิจารณ์การรับรองความเป็นเอกราชของโคโซโว
2.นาย JOSE MARIA AZNAR
อาชีพเก่า : นายกรัฐมนตรีสเปน ปี 1996-2004
ภาพ ลักษณ์ใหม่ : ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งชาวสเปนไม่ลงคะแนนเลือก Aznar ภายหลังจากที่รัฐบาลของเขาพยายามที่จะโทษ ETA ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาว Basque กรณีการระเบิดรถไฟที่กรุงมาดริดเมื่อปี 2004 ในขณะที่ความจริงเป็นการกระทำของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่หวังจะลงโทษสเปน สำหรับการสนับสนุนสงครามอิรัก ตั้งแต่นั้นมา Aznar ซึ่งปัจจุบันบริหารสถาบันวิชาการและเป็นคณะกรรมการบริษัท News Corp ของ Rupert Murdoch ได้สร้างความแตกต่างให้กับตนเองโดยการใช้คำพูดแบบสุดโต่งของเขา
Aznar ได้ร่วมกับประธานาธิบดี Vaclav Klaus ของสาธารณรัฐเช็ก ในการเรียกภาวะโลกร้อนว่าเป็น “ศาสนาใหม่” และเรียกนักสิ่งแวดล้อมว่าเป็น “ผู้ถือธงของความเชื่อว่าจะเกิดโลกาวินาศจากโลกร้อน …ผู้แสวงหาเพื่อจำกัดเสรีภาพส่วนบุคคลโดยอ้างเหตุผลอันสูงส่ง…เช่นเดียวกับ ที่พวกคอมมิวนิสต์ได้กระทำ” (ไม่ต้องคำนึงว่าภายใต้รัฐบาลของ Azhar สเปนได้ลงนามในพิธีสารเกียวโตเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อน)
Aznar ยังได้แนะให้ชาวมุสลิมขออภัยสำหรับการครอบครองสเปนในยุคกลาง และได้เรียกความพยายามในการหารือระหว่างศาสนา / ความเชื่อว่าเป็นเรื่องโง่เง่า อีกทั้งยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีเชื้อสายแอฟริกันอเมริกันของสหรัฐฯ ว่าเป็น "ความแปลกครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ และความหายนะทางเศรษฐกิจที่คาดหมายได้”
Aznar ยังโจมตีการรณรงค์ของรัฐบาลสเปนเพื่อต่อต้านการขับรถขณะมึนเมา -- โดยในขณะรับรางวัลจากสมาคมผู้ผลิตไวน์ นาย Aznar กล่าวว่า "ให้ผมตัดสินใจให้กับตัวเอง นี่เป็นเรื่องของเสรีภาพ ใครขอให้คุณมาขับรถให้ผม ปล่อยให้ผมดื่มไวน์ในความสงบ ผมไม่ได้ทำให้ใครต้องอยู่บนความเสี่ยง”
เมื่อเร็ว ๆ นี้ Aznar ได้เริ่มการรณรงค์เพื่อระดมการสนับสนุนระหว่างประเทศสำหรับอิสราเอล แต่อิสราเอลอาจจะต้องการพิจารณาว่า Aznar จะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับอิสราเอลได้จริงหรือไม่
3.OBASANJO OLESEGUN
อาชีพเดิม : ประธานาธิบดีไนจีเรีย ปี 1999-2007
ภาพ ลักษณ์ใหม่ : ผู้ที่ครั้งหนึ่งได้รับการชื่นชมว่าช่วยเหลือให้ประเทศของเขาเปลี่ยนแปลงจาก เผด็จการทหาร มาเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงแม้จะมีความวุ่นวายและรุนแรงบ้าง เมื่อไม่นานนี้ชื่อเสียงของ Obasanjo ต้องแปดเปื้อนจากการสอบสวนเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง ขณะนั้น Obasanjo ไม่เคยมีความเต็มใจที่จะลงจากตำแหน่งอย่างแท้จริง เขาพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไนจีเรีย เพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งเป็นวาระที่สาม และเมื่อล้มเหลว เขาได้แต่งตั้ง Umaru Yar’Adua มาดำรงตำแหน่งแทนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าถูก ครอบงำ
ชาวไนจีเรียจำนวนมากสงสัยว่า การเลือก Yar’Adua มาดำรงตำแหน่งแทน เป็นเพราะเขาถูกมองว่าอ่อนแอ และสามารถถูกครอบงำได้โดยง่ายโดยผู้ที่ภักดีต่อ Obasanjo ในรัฐบาลของเขา (อย่างไรก็ตามอิทธิพลทางการเมืองของ Obasanjo ได้ลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่เพิ่งผ่านมา)
นอกจาก การถูกโจมตีจากการเปิดเผยใหม่ๆ เรื่องคอร์รัปชันในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งรวมถึงสินบนนับร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัท Halliburton ของสหรัฐฯ แล้ว Obasanjo ยังกลายเป็นผู้พัวพันในเรื่องอื้อฉาวส่วนตัวที่ยุ่งเหยิง เมื่อลูกชายของเขาได้ฟ้องศาลว่า Obasanjo มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับลูกสะใภ้ของตนเอง
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้อาศัยในเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของไนจีเรียนับพันได้ประท้วงแผนการทำลาย บ้านเรือนของตนภายหลังจากที่ Obasanjo ได้เข้ามาครอบครองที่ดิน Iyabo ลูกสาวของ Obasanjo ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกของไนจีเรีย ต้องได้รับความอับอายเมื่อถูกบังคับให้ต้องยอมรับว่าได้ถอนเงินหลายพัน ดอลลาร์สหรัฐ จากงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ เพื่อจ่ายค่าการเดินทางไปประเทศกานา
Obasanjo ยังคงมีบทบาทอย่างสูงในการเมืองระหว่างประเทศ โดยทำหน้าที่ผู้แทนสหประชาชาติในการเจรจาสันติภาพในสาธารณรัฐประชาธิปไตย คองโก แต่แนวความคิดแบบดั้งเดิมของเขาในบางครั้งได้ทำความอับอายให้แก่สหประชาชาติ ในงานของสหประชาชาติงานหนึ่งในปีนี้ ซึ่งอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ Kofi Annan เข้าร่วมด้วย Obasanjo กล่าวถึงพวกรักร่วมเพศว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และปฏิเสธสิทธิส่วนบุคคลในเรื่องส่วนตัว โดยกล่าวด้วยว่า “คุณอยากจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับม้าหรือ”
และ 4.JOSEPH ESTRADA
อาชีพเดิม : ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ปี 1998-2001
ภาพ ลักษณ์ใหม่ : ดาราภาพยนตร์แอ็คชั่นที่ผันตัวเองมาเป็นประธานาธิบดี Joseph Estrada ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งไปในปี 2001 ภายหลังดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึงครึ่งวาระ ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องคอรัปชั่น Estrada ยอมรับด้วยว่าตนมีลูกนอกสมรสจำนวนหลายคน และมีรายงานว่า Estrada ตัดสินใจทางนโยบายเรื่องสำคัญๆ ด้วยความช่วยเหลือของ “คณะรัฐมนตรีเที่ยงคืน” จากเพื่อนๆ เก่าในวงเหล้า Estrada ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ฉ้อโกง” ในปี 2007 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับอภัยโทษหลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ โดย Gloria Macapagal Arroyo ผู้ที่มาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ภายใต้ข้อตกลงว่าห้าม Estrada กลับเข้ามาสู่การเมืองอีกต่อไป
แต่ Estrada ก็ไม่ได้ทำตามสัญญา และลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2010 โดย Estrada กล่าวกับ New York Times ว่า “เพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และพิสูจน์ให้ผู้ที่ขับไล่ผมทราบว่าเขาเป็นฝ่ายผิด” แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความวุ่นวายทางกฎหมายครั้งใหม่ และเดือนแห่งสิ่งท้าทายในประเด็นที่ว่าเขามีความสิทธิที่จะลงสมัครรับเลือก ตั้งเป็นประธานาธิบดีหรือไม่ เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว Estrada ชนะคดีในที่สุด แต่ก็พ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับ Benigno “Noynoy” Aquino ลูกชายอดีตประธานาธิบดี Corazon Aquino
ปัจจุบัน เอสตราดากำลังเตรียมตัวต่อสู้กับคดีในสหรัฐอเมริกา กรณีที่บุตรสาวของนักประชาสัมพันธ์ชาวฟิลิปปินส์ผู้หนึ่งอ้างว่า Estrada มีส่วนพัวพันในการฆาตกรรมพ่อของเธอ ในปี 2001 Estrada กล่าวติดตลกกับ Philippine Daily Inquirer ในเรื่องนี้ว่า “เป็นเรื่องเหลวไหล เขาจะได้อะไรจากผม ผมจะไปเอาเงินที่ไหนมา”
Estrada ยังคงได้รับความนิยมในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ผู้ยากไร้ และคงยังมีอิทธิพลต่อการเมืองผ่านการควบคุมพรรคการเมืองของเขา แต่ประเทศชาติคงจะดีกว่านี้ถ้าแอ็คชั่นฮีโรผู้นี้กลับไปให้ความสนใจกับ งานภาพยนต์ของเขา.

Via http://www.foreignpolicy.com/articles/2010/10/01/bad_exes?page=0,0
Via ผู้จัดการออนไลน์ (แปลไทย)
Via Thanyakarn Khongphul
Don't Attack Thaksin
The former prime minister is the victim of a smear campaign.
BY JANE FOLEY | OCTOBER 27, 2010
Joshua E. Keating's article "Bad Exes" was one of the shoddiest and glib pieces of journalism we have seen for some years.
In its original uncorrected form it contained a number of inaccuracies, including that Thaksin Shinawatra, the former prime minister of Thailand, had "lived under a false name in Germany" and had used "illegally received passports from a number of other countries". This is categorically untrue. An award of $1 Million will be given to Keating or anyone else for that matter that can provide genuine evidence to back up such ridiculous claims.
Shinawatra was the only prime minister in Thailand's history to serve a full parliamentary term and be re-elected. His government was also the first that was not a coalition. His reforms to the improve the economy of the country and eradicate poverty, improve the education system, introduce affordable healthcare for all Thai citizens, along with his pioneering microfinance scheme radically changed Thailand for the better, which hardly makes Shinawatra a "bad" person, and to attack someone without carrying out proper research should not be afforded column inches.
Shinawatra is the victim of great injustice -- including being the subject of trumped up and vindictive politically-motivated charges. We do hope in future this reputedly respected publication will not accept such poorly researched articles

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วัดพระธรรมกาย





Chana Wachira-anan's photo.

พระอดิศักดิ์ วิริยะสักโก เป็นหนี่งใน 3 ผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย อดีตมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสและเหรัญญิก ซึ่งได้เปิดใจกับ "สยามธุรกิจ" เกี่ยวกับกรณีอื้อฉาวของวัดพระธรรมกาย

สยามธุรกิจ : พฤติกรรมของวัดพระธรรมกายจุดหลัก ๆ ที่อาจารย์มองเห็นว่าไม่ถูกต้อง แยกออกเป็นประเด็นอะไรได้บ้าง
พระอดิศักดิ์ : แยกแยะออกได้คือ ประเด็นเทคนิคการสอนของวัดพระธรรมกายเป็นเทคนิคที่พยายามจะเร่งเร้า เรี่ยไรบอกบุญในรูปแบบของบริษัท รูปแบบของธุรกิจมากกว่าที่จะสร้างศรัทธาให้คนเห็นความสำคัญของการทำบุญด้วยจิตใจ การเรี่ยไรนั้นจัดเป็นขบวนการ มิใช่เป็นการบอกบุญธรรมดา แต่พยายามไปเซ้าซี้ พยายามที่จะไปทำให้ชาวบ้านเกิดความรำคาญและเกิดความเกรงใจแล้วก็ทำบุญกันมาซึ่งทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน แม้กระทั่งเขาไม่มีเงินก็ไปทำให้เขาเกิดความงมงาย ไปกู้ยืมเงินมาเป็นหนี้เป็นสิน ซึ่งมันผิดหลักของพุทธศาสนา ผิดหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นการเผยแพร่ในทางที่ผิด

อีกประการหนึ่งก็คือว่า การเผยแพร่พุทธศาสนาแทนที่จะเผยแพร่พุทธศาสนาให้ลึกซึ้ง ให้เกิดความสงบ ให้เกิดความสุขกลับตรงกันข้าม เป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาออกไปให้คนเกิดความโลภยิ่งขึ้น คือเร่งเร้าให้เขาทำบุญเพื่อแลกกับนิพพาน แลกกับสวรรค์ ยิ่งทำบุญมากเท่าไหร่ยิ่งได้สวรรค์ใหญ่โตมากเท่านั้น ซึ่งมันผิด

สยามธุรกิจ : เขาบอกว่าเขาไม่ได้บังคับในเรื่องการทำบุญ
พระอดิศักดิ์ : คือเขาพูดนะพูดได้ แต่การปฏิบัติมันไม่เหมือนคำพูด

สยามธุรกิจ : เพราะฉะนั้นการที่มาพูดว่า เข้าถึงธรรมกายแล้วสามารถสื่อสารกับพระพุทธเจ้าในอายตนะนิพพานเป็นเรื่องไม่จริง
พระอดิศักดิ์ : ล้วนเป็นเรื่องที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการยกย่องตนเอง เป็นเรื่องของการสร้างสัญลักษณ์ให้กับตนเอง ว่าเป็นผู้วิเศษ

สยามธุรกิจ : คิดว่าเขาเข้าใจผิดหรือเจตนาที่จะหลอกลวง
พระอดิศักดิ์ : เป็นทั้ง 2 สองอย่างนั่นแหละ คืออันที่หนึ่งก็คือว่าหลงไป จิตวิปลาสไป อีกอย่างหนึ่งก็คือต้องการให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง คือต้องการความยิ่งใหญ่ในทางพระพุทธศาสนา ยิ่งใหญ่ในทางโลก ในทางอำนาจและในทางเงินตรา

สยามธุรกิจ : คิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ามั้ย
พระอดิศักดิ์ : คือ เขาคิดว่าเขาเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด เขาเป็นหัวหน้าของพระพุทธเจ้าทั้งหมดบนพระนิพพาน

สยามธุรกิจ : ตรงนี้เขาเคยแสดงออกให้อาจารย์เห็นหรือไม่
พระอดิศักดิ์ : ตรงนี้เขาเคยประชุมสานุศิษส์จำนวนมากที่เขาต้อน หรือพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมดึงขึ้นไปดอยสุเทพ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเศรษฐีณีที่เขาสอบประวัติอย่างแน่นอนแล้วว่า คนเหล่านี้มีทรัพย์สมบัติมหาศาล แล้วคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เขาจะส่งสาวกไปทาบทามไว้ล่วงหน้าแล้ว มีจุดอ่อนจุดแข็งที่ไหนอย่างไรแล้วก็พยายามที่จะโน้มน้าวให้คนเหล่านี้เกิดศรัทธาให้เห็นว่าเขา เป็นหัวหน้าของพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีสิทธิ์มีเสียงมีอำนาจเต็มบริบูรณ์ที่จะสั่งพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ทำอะไรก็ได้ มีสิทธิ์ที่จะลงโทษพระพุทธเจ้าได้

สยามธุรกิจ : คุณไชยบูรณ์คิดแผนการอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อไร
พระอดิศักดิ์ : แกคิดแผนการนี้ตอนที่ไปอยู่ที่นั่นแล้วที่คลองสอง แกคิดว่าตัวเองเป็นหัวหน้าพระพุทธเจ้า เมื่อถึงตรงนี้เราพูดได้เลยว่าสำหรับคุณไชยบูรณ์หรือวัดธรรมกาย เราไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันเลยว่าหลักธรรมมันเป็นพุทธหรือเปล่า มันพูดได้เลยว่า มันเป็น 18 มงกุฎดี ๆ นี่เองมันคงเกิน 18 แล้ว มันวิปริตไปแล้วจากพุทธศาสนา เป็นเพียงแค่มาอาศัยพุทธศาสนาหากินเท่านั้นเอง

สยามธุรกิจ : นอกจากพยายามสร้างภาพตัวเองว่าเป็นหัวหน้าพระพุทธเจ้าแล้ว ที่หลัก ๆ และที่น่าเกลียดมาก ๆ มีอะไรอีก
พระอดิศักดิ์ : น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ การเย้าแหย่สีกา เช่น เจอสีกาที่สวย ๆ ถูกใจก็จะเย้าแหย่แหมวันนี้นะคุณแดง (สมมุติชื่อ) แก้มแดง น่าหยิก แหมหูสวย หน้านวล จมูกโด่ง คือชมกันแบบชายหนุ่มเกี้ยวหญิงสาว มันก็เหมือนหมาหยอกไก่นั่นแหละก็เคยมีคนมาสารภาพให้อาตมาฟังว่ามันติด เข้าใกล้แล้วมันลืมโลกไปเลย แล้วก็มีเรื่องเยอะแยะเกี่ยวกับสีกา ซึ่งอาตมาตอนอยู่ที่นั่นเป็นคนคอยกันสีกาออกไป แล้วก็พบเรื่องสีกาแย่งกันไปแย่งกันมา ถึงกับทะเลาะเบาะแว้งกันบางคนก็มาร้องห่มร้องไห้ อาตมาก็ไล่ออกไปหลายคน เพราะว่าอาตมาจับหลักฐานได้ ถึงขั้นสีกานั้นเขียนจดหมายมาสารภาพ คือคนๆ นี้เป็นคนวิปริตโดยบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งเขียนมาสารภาพถึงความยิ่งใหญ่และความเก่งของตนเอง ซึ่งหมายถึงหลังจากมีการประพฤติผิดกันแล้ว ให้เขียนจดหมายมาว่าคนนี้เก่งอย่างโน้นอย่างนี้ อาตมาก็จับจดหมายได้

สยามธุรกิจ : เหตุการณ์นี้ปีพ.ศ.อะไร
พระอดิศักดิ์ : ประมาณพ.ศ.2524-25

สยามธุรกิจ : สีกาคนนี้มีสามีหรือไม่
พระอดิศักดิ์ : มีสามีมีลูก 2 คน ฐานะอยู่ในขั้นปานกลางค่อนข้างดี ไม่ถึงกับเป็นเศรษฐีณี แต่เขาสวย ไม่ใช่สีกาอี๊ด

สยามธุรกิจ : อยากให้ท่านเรียบเรียงความเกี่ยวข้องกับสีกาตั้งแต่เริ่มต้นมา ใครเป็นคนแรก
พระอดิศักดิ์ : คนแรกถ้านับจากสมัยชีวิตเขาเป็นฆราวาส เยอะเหลือเกินหลายคน แต่สมัยนั้นอาตมาก็ไม่เชื่อนึกว่าผู้หญิงพวกนี้มันบ้า เห็นผู้ชายหล่อไม่ได้ ตามตื้อ มาร้องห่มร้องไห้ เขาก็บอกเขาไม่มีอะไร ผู้หญิงมันบ้าเอง เราก็เลยช่วยกันกีดกันออกไปหลายรายทีเดียว ตอนสมัยฆราวาสเขาก็เคยมาเล่าให้ฟังว่า เขาเคยพาผู้หญิงไปทำมิดีมิร้าย จนกระทั่งเขาบวชแล้วซัก 1-2 พรรษาโรคมันก็กำเริบ จนถึงกับต้องให้ชิดชัยที่บวชเป็นพระในภายหลังพาไปหาหมอ โรคมากำเริบหลังจากบวชแล้ว ต่อๆ มามีผู้หญิงที่แวะเข้ามาเยอะ เมื่อเป็นพระแล้วเขาก็รูปหล่อ ผู้หญิงคนที่สำคัญที่สุดคือคนที่จับจดหมายได้ แต่อาตมาไม่ได้เก็บหลักฐานไว้ ก็สีกาตุ๊นี่แหละ คือมีสามีและมีลูกแล้ว เขาบอกว่าเขาไม่เคยมีความสุขมีลูก 2 คนแล้วยังไม่เท่ากับนายไชยบูรณ์เลย สีกาตุ๊เข้ามาในเวลาใกล้เคียงกับสีกาอี๊ด ต่างคนต่างมา มาแล้วก็เลยมาชิงรักหักสวาทกันเดิมทีก็บอกว่ามาช่วยงานวัด แต่ในที่สุดก็มาช่วยเป็นเจ้าของวัด เกิดความเสื่อมเสียมาก อาตมาก็เลยกันสีกาตุ๊ออกไป ในที่สุดสามีเขาก็รู้ข่าว ก็เลยเลิกไป เนี่ยคือทำให้ครอบครัวเขาแต

สยามธุรกิจ :สีกาตุ๊มาพัวพันอยู่นานมั้
พระอดิศักดิ์ :ก็สัก 2-3 ปีได้ เป็นสีกาที่เด่นที่สุด สีกาอี๊ดมาในยุคใกล้ๆกัน สีกาตุ๊ชัดกว่า แต่ว่าในภายหลังสีกาอี๊ดก็ชัดมาก

สยามธุรกิจ : สีกาอี๊ดเกี่ยวข้องธุรกิจมากเหลือเกิน
พระอดิศักดิ์ : เท่าที่อาตมาอยู่ที่นั่น การทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ปีๆหนึ่ง ทอดผ้าป่าหลายครั้ง ทอดกฐินอยู่ 1 ครั้ง เงินแต่ละครั้งได้มาทีหลายสิบล้าน แล้วก็เอาธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่มาทั้งสำนักงานเลย เรายกอาคารให้ 1 หลัง อาคารหลังใหญ่ แค่เช็คเคลียร์ตัวเลขอย่างเดียว ไม่นับแบงก์นะ ตั้งแต่เช้ามืด ยันเที่ยงคนไม่จบ ไปจบเอาวันรุ่งขึ้น คือ วันจันทร์ เงินทั้งหมดในนามของมูลนิธิ เดิมทีใช้คำว่ามูลนิธิธรรมประสิทธิ์ ต่อ ๆ มาเป็นมูลนิธิธรรมกาย เงินนี้เข้าแบงก์กสิกรไทยในวันนั้น แล้วก็กระจายทันทีไปตามแบงก์ต่าง ๆ ทั้งหมดกระจายออกไปในนามของแบงก์ต่างๆ เสร็จแล้วก็ย้อนกลับเข้ามาในแบงก์กรุงเทพอีกที รู้สึกจะเป็นสาขาแถวสะพานควายในนามของสีกาอี๊ด จากสีกาอี๊ดก็กระจายออกไปอีกในนามของบริษัทต่าง ๆ สีกาอี๊ดเป็นหน้าฉากของนายไชยบูรณ์ กระจายออกไปตามแบงก์ต่างๆ คือพูดง่าย ๆ ทำให้ระบบการเงินสับสน หาตัวเลขไม่เจอ ติดตามได้ลำบาก

สยามธุรกิจ : ทำไมสีกาอี๊ดถึงได้รับการยอมรับอย่างสูง
พระอดิศักดิ์ : จริง ๆแล้วคน ๆ นี้เป็นคนใจกล้า เป็นนักธุรกิจขายยา อะไรต่าง ๆ ให้กับทางหน่วยราชการ ให้กับโรงพยาบาล ขายทั่วๆไปแม้กระทั่งขายอาวุธ เป็นนายหน้าติดต่อ เพราะฉะนั้นคน ๆ นี้พูดเก่ง หน้าตาก็ไม่ได้สวย แต่พูดเก่งและใจกล้า กล้าทำทุกเรื่อง จนกระทั่งไชยบูรณ์ก็สนใจความกล้า แรก ๆ ก็เข้ามาเป็นสานุศิษย์ เบ็ดเสร็จแล้วในที่สุดก็ยกระดับฐานะตัวเอง เขาบอกเขาเป็นทุกอย่างของไชยบูรณ์ เขามากับสามี สามีก็เป็นลูกศิษย์ด้วย คือเขาเป็นคนพาสามีเข้าวัดแล้วก็เป็นคนชักจูงสามีทุกเรื่องราว ในที่สุดพอเขามายุ่งกับตัวเงินมากเข้า เขาก็กลัวว่าสามีจะติดร่างแหของความทุจริต อาจจะถูกสอบ เพราะสามีเป็นข้าราชการ ก็เลยทำนิติกรรมหย่าร้างกันก็ยิ่งสนุกใหญ่ แล้วก็กลับไปใช้นามสกุลเดิม แต่จริง ๆ แล้วเขาก็ยังอยู่กับสามี

สยามธุรกิจ : ความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับคุณไชยบูรณ์ สามีทราบหรือไม่
พระอดิศักดิ์ : สามีคงไม่ทราบเพราะว่าสามีเข้าใจว่าภรรยาตัวเองเก่ง

สยามธุรกิจ : ธุรกิจหลัก ๆ ของคุณไชยบูรณ์โดยสีกาอี๊ดช่วงนั้นมีอะไรบ้าง
พระอดิศักดิ์ : มีค้าน้ำมันอีสานกับสีกาอี๊ด จริง ๆ แล้วเป็นการค้าขายกับคุณวาสนา แต่เลิกค้ากันไปค้ากันมาเจ๊งยับเยิน คุณวาสนาเห็นว่าไอ้บริษัทนี่เหลือแต่ชื่อกลวง ๆ แล้ว ก็ยกย่องสีกาอี๊ดขึ้นมาเป็นผู้จัดการ ช่วงนั้นเข้าใจว่า หมดไปเป็นพัน ๆ ล้าน

สยามธุรกิจ : ธุรกิจจัดสรรที่ดินทำกันอย่างไร
พระอดิศักดิ์ : สีกาอี๊ดเป็นคนจัดการ กว้านซื้อที่ดินรอบบริเวณวัด บุกรุกป่าทำสารพัดก็อาศัยสีกาอี๊ดเป็นคนวิ่งเต้นขึ้นเหนือลงใต้ทุกอย่าง เป็นตัวจักรเด่นชัดที่สุด คนอื่นเป็นเพียงแต่ฉากประกอ

สยามธุรกิจ : ช่วงหลังสีกาอี๊ดห่างเหินไปจากวัดธรรมกาย
พระอดิศักดิ์ : ช่วงระยะสั้นๆ เนื่องจากมีสีกาอีกคนหนึ่งเข้ามา สีกาเมียเสี่ยพ.เข้ามาทั้งรูปสวย รวยทรัพย์ สมบัติมหาศาล นายไชยบูรณ์หลงไประยะหนึ่ง พาไปไหนต่อไหนด้วยกัน จนกระทั่งสีกาอี๊ดทนไม่ได้เพราะมีคนเห็นไปกัน 2 ต่อสองที่เชียงใหม่ ถึงขั้นมาคาดคั้นนายไชยบูรณ์ นายไชยบูรณ์บอกว่าไม่จริง ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้ในที่สุดเขาก็อ้างพยานได้ว่ามีคนเห็นไปอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ที่ไหนอย่างไร จนในที่สุดจนด้วยหลักฐาน พยานบุคคล

สีกาอี๊ดโกรธมากถามว่าจะเลือกใครระหว่างคนนั้นกับตน คนนั้นมีเงินมากมายมหาศาลและสามีตายแล้ว นายไชยบูรณ์เขาบอกว่าเขาเลือกคนนั้น สีกาอี๊ดโกรธมาก นายไชยบูรณ์เป็นคนหวาดระแวงว่า ตายจริงธุรกิจทั้งหมดอยู่ในมือของสีกาอี๊ดหมดเลย ก็เลยให้คนปลอมลายเซ็นต์ของสีกาอี๊ด โอนกิจการกลับคืนมาหมด ได้ข่าวว่าถึงขั้นฟ้องร้องกันว่าปลอมลายเซ็นต์ ในที่สุดนายไชยบูรณ์เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาแล้วก็เลยออกมาโอ๋สีกาอี๊ด ทุกอย่างก็เงียบไปเพราะเขามีวาทะศิลป์ดี

สยามธุรกิจ : โอนธุรกิจกลับมาอยู่ในมือใค
พระอดิศักดิ์ : ตอนนั้นไม่ทราบว่า กลับมาอยู่ในมือใคร คงอยู่ในมือของสาวกคนอี่น แต่ความที่เขาไม่ไว้ใจใครเลย ฉนั้นพอมีปัญหาที่เขาแสวงหาเหมืองทอง เพชรนิลจินดาแถวพิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์หลายแห่งในย่านนั้น เขาก็บอกแถวนั้น หยกชั้นหนึ่ง มรกตก็มีอะไรก็มี เขาไปสืบเสาะมาหมดเลยในช่วงนั้นประมาณ ปีพ.ศ. 2528 ได้ คุณไชยบูรณ์เล่าให้อาตมาฟังว่า เมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก มีเพชรนิลจินดา พวกมรกตชั้นหนี่ง พวกเหมืองทองแถวพิษณุโลกหรือที่อี่น ๆ เต็มไปหมด แล้วก็บอกว่า คนอื่นจะยึดเลยยึดเสียเอง ความที่เขาไม่ไว้ใจใคร การซื้อที่ ซื้อเหมืองจึงใช้ชื่อเขา จึงเป็นเรื่องขึ้นมาให้เห็น

สยามธุรกิจ  :  ตกลงสีกาอี๊ดยังไม่ใช่อดีต
พระอดิศักดิ์  : ได้ข่าวว่ายังเป็นปัจจุบันอยู่

สยามธุรกิจ  :  แสดงว่าปัจจุบันยังมีหลายคน มีสีกาอี๊ด เมียเสี่ย พ.
พระอดิศักดิ์  : และคุณวิชญา หรือนัส คนนี้เป็นเจ้าแม่ที่นั่นเลยและสีกา ส.ที่ทำบริษัทจิวเวอร์หลายคนที่เดียว

สยามธุรกิจ  :  แล้วกรณีแม่ชีจันทร์สถานะในวัดเป็นอย่างไร
พระอดิศักดิ์  : จุดเริ่มต้นจริงๆ ต้องไปกล่าวย้อนถึงในสมัยโน้นตอนที่นายไชยบูรณ์ เป็นนิสิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แกก็ไปอ่านวิปัสนาบันเทิงสารของแม่ชีวรมัย กบิลสินธ์ ซึ่งเขียนว่าวัดปากน้ำมีแม่ชีปฏิบัติธรรมมะ และมีคุณวิเศษเกิดขึ้น และแกก็เขียนเป็นวิปัสนาบันเทิงสารซึ่งเราก็ต้องเข้าใจว่า มันมีลักษณะเป็นนิยายอิงความจริงบ้าง เขาบอกว่ามีแม่ชีเหาะขึ้นไปบัดระเบิดบ้าง และอ้างถึงว่ามีแม่ชีไม่รู้อ้างถึงชื่อรึเปล่าไม่ทราบ อาจจะอ้างถึงแม่ชีจันทร์ขึ้นไปบัดระเบิด เสร็จแล้วนายชัยบูรณ์จึงเกิดติดอกติดใจแบบเด็กหนุ่มยังเรียนหนังสืออยู่ ก็รีบเลยเพราะอยากจะเป็นผู้วิเศษบ้าง ก็มาวัดปากน้ำ และถามหาแม่ชีจันทร์ ก็เจอแม่ชีคนหนึ่งซึ่งผอมหน้าตาก็เป็นแม่ชีบ้านนอกพูดจาไม่ค่อยชัดหนังสือก็อ่านไม่ออก ก็มีความรู้สึกว่าคนนี้บริสุทธิ์ดี ก็ถามหาแม่ชีจันทร์ที่เขาบอกว่าปัดระเบิดได้ ยายนี่ก็เลยสวมรอย ว่าฉันนี้คือแม่ชีจันทร์แล้วก็ไม่มีสอบประวัติใด แล้วก็กราบก้นโด่ง ในที่สุดก็ยกย่องเป็นครูบาอาจารย์ สอนสมาธิ สอนต่างๆ และแกก็รับสมอ้างเป็นศิษย์เอกวัดหลวงพ่อปากน้ำ

จริงแล้วแม่ชีจันมีจริงแต่ตายไปแล้วถ้าอยู่ป่านนี้ก็อายุ 100 กว่าแล้ว แม่ชีจันทร์ท่านเก่งจริงๆ เป็นที่ยกย่อง แต่แม่ชีนี้ก็เก่งเหมือนกันคือ ตอแหล คือ อยากดัง ก็เลยร่วมมือกับนายชัยบูรณ์ นายเผด็จ เขียนนวนิยายปัดระเบิดปรมาณูไปลงที่ฮิโรชีม่า กับนางาซากิ อาตมาก็อยากจะ ถามว่าถ้ามีความสามารถทำได้ ไม่รู้หรือว่าระเบิดนั้นฆ่าคนได้ แล้วเมื่อปัดไปลงที่นั้น มีคนตายเป็นแสนๆ คน แกไม่เกิดความสลดใจบ้างหรือ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นกลับชื่นชมกันใหญ่มีความรู้สึกว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินที่ฉันสามารถปัดระเบิดไปลงที่นั่นคนตายกันเกลื่อน คนที่มีคุณธรรมเนี่ยที่มีธรรมะอยู่ในใจควรจะสังเวชต่อบาปกรรมที่ตัวเองทำหรือไม่แต่ถ้าทำไม่ได้แสดงว่า นี่คือนวนิยายโกหกตอแหล เพื่ออะไรเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างทรัพย์สมบัติ สร้างเงินสร้างทอง เกียรติยศให้กับตนเอง นี่คือความเท็จเป็นการหลอกลวงชาวบ้าน

สยามธุรกิจ : โดยส่วนใหญ่แล้ว ธุรกิจของเขาเป็นอย่างไรบ้า
พระอดิศักดิ์ : ธุรกิจของเขาเป็นธุรกิจสวมรอยชาวบ้าน ได้มาฟรี ๆ

สยามธุรกิจ : แล้วส่วนที่ผันเงินของวัดไปทำธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง
พระอดิศักดิ์ : เจ๊ง เจอวิบัติหมด เช่น น้ำมันอีสานหมดเป็นพัน ๆ ล้าน หรือที่เอาไปปั่นหุ้นใน ตลาดหลักทรัพย์ ลูกศิษย์ของอาตมาเล่าให้ฟังว่า หมดไปประมาณ 2 หมื่นล้าน

สยามธุรกิจ   : จุดเริ่มการเล่นหุ้นพอจะลำดับความได้อย่างไร
พระอดิศักดิ์  : เดิมที มีการเล่นหุ้นน้ำมันของแม่ชม้อย นายไชยบูลย์เป็นหัวคิว เชียร์ลูกน้องให้ เล่นด้วยเพื่อหวังรวย แต่ในสุดท้ายลูกศิษย์ก็ซวยเจ๊งไปตาม ๆ กัน นายไชยบูลย์จึงหลบหน้าไปพักหนึ่ง

สยามธุรกิจ   :  หลบหน้าไปไหน
พระอดิศักดิ์  :  หลบหน้าไป ไม่รับผิดชอบ ไปเชียงใหม่ กบดานอยู่ในที่นั่น แต่ก็ไปปั้มเงินจากที่นั่น อีกจากเศรษฐีหน้าโง่ต่อไป เสร็จแล้วหลังจากนั้น ทราบว่า มีลูกศิษย์ผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เล่นหุ้น มีครอบครัวแล้ว และประสบความสำเร็จมากในการเล่นหุ้น ก็เลยอยากจะได้กำไรด้วย ก็เลย เรียกลูกศิษย์ให้นำเงินวัดไปเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

สยามธุรกิจ   : พูดชัด ๆ อย่างนี้เลยใช่ไหมครับ
พระอดิศักดิ์  : ใช่ ลูกศิษย์ก็เลยตกใจ ไม่รู้จะถอนตัวอย่างไรได้ ก็เลยบอกว่ามีลูกอยู่คนหนึ่งกำลังโตเป็นสาว กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี่ยวหัวต่อ สามีก็อายุมากแล้ว อยากขอตัวไปดูแลลูกสามีก่อนสักปีสองปี เมื่อลูกโตแล้วจะรีบกลับมาช่วย พูดง่าย ๆ ก็ คือ ชิ่ง หลังจากนั้นจึงไม่กลับมาเลย เพราะรู้ว่า เจ้าอาวาสมีเจตนาทุจริต

สยามธุรกิจ  : ทำไมลูกศิษย์ถึงรับไม่ได้กับข้อเสนอเพราะการเล่นหุ้นเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง
พระอดิศักดิ์  : ใช่ แต่เป็นพระเล่นธุรกิจได้อย่างไร แกเอามาเล่าให้อาตมาฟัง เห็นว่า ไม่ถูกต้อง แกก็เลยหนี หนีเสร็จในช่วงนั้น นายสอง ซึ่งเพิ่งจบธรรมศาสตร์ใหม่ ๆ ฐานะทางบ้านปานกลางไม่มีงานทำ ไปเรียนหมอนวดจากหมอนวดไทยคนหนี่ง เรียนเสร็จแล้วมารับใช้เจ้าอาวาส เพราะน้องชายบวชอยู่ที่นั่นมาบีบมานวดนายไชยบูลย์ นายไชยบูลย์ก็ชอบด้วยเห็นว่าคุยเก่งเห็นว่า เด็กคนนี้มีแววดี ก็เลยอุปโลกน์นายส.เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ชี้ตัวโน้นขึ้นตัวนี้ลง ปั่นหุ้นจนกระทั่งติดอันดับเสร็จแล้วก็เอาเงินจากลูกศิษย์ที่ไว้ใจเอามาเล่น แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินของวัด ชี้ตัวไหนตัวนั้นขึ้น ก็เลยมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว

แต่ในที่สุดเวรกรรมตามทันนั้น หุ้นเจ๊งระเนระนาด นาย ส.เกือบเป็นบ้า นายไชยบูลย์หมดตัวเป็นเงิน 2 หมื่นล้าน ก็เลยต้องเรี่ยไรต่อ สร้างโครงการสวรรค์วิมานในฝันต่อ แต่สร้างอะไรไม่ได้ตังค์รวดเร็วเท่ากับโกหกหลอกลวง

สยามธุรกิจ   : เสี่ยส.เป็นตัวแทนของชัยบูลย์ในการเล่นหุ้น
พระอดิศักดิ์  : ใช่

สยามธุรกิจ   : มีส่วนเกี่ยวพันธ์กับเมียเสี่ยพ.หรือเปล่า
พระอดิศักดิ์  : ช่วงนั้นสีกาอี๊ดชักไม่พอใจ ในเวลาเดียวกัน เสี่ยส.เริ่มเข้ามามีอิทธิพลเรื่องการเงินการทอง ดึงความสำคัญของสีกาอี๊ดไป ในขณะเดียวกันเสี่ยส.ก็เข้ากันได้กับเมียเสี่ย พ.แล้วก็มีการเอาเงินส่วนหนี่งของเสี่ยพ.มาปั่นหุ้นด้ว

สยามธุรกิจ  : เงินส่วนใหญ่กองอยู่ในธุรกิจ แล้วมีเงินสดสำรองอยู่มากไห
พระอดิศักดิ์  : ได้มาก็นำเงินไปหมุนซื้อที่จัดสรรต่อไป โครงการจัดสรรที่ดินมีจำนวนมหาศาลนับไม่ถ้วน หมุนอยู่ในที่ เมื่อเศรษฐกิจพัง เขาจึงหมดตัว จึงต้องเรี่ยไรไม่หมดไม่สิ้น พยายามสร้างสวรรค์วิมานต่าง ๆ บอกบุญอย่างบ้าระห่ำ

สยามธุรกิจ  : ที่ดินอย่างที่เป็นข่าวมีที่ไหนอีกบ้าง
พระอดิศักดิ์  : เยอะมากแทบพูดได้ว่า แทบทุกจัดหวัด

สยามธุรกิจ  : มาถึงตอนนี้สรุปได้ว่า วัดพระธรรมกายไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเลย
พระอดิศักดิ์  : เพี้ยน 100 เปอร์เซ็นต์

สยามธุรกิจ  : เป็น 18 มงกุฎหลอกลวงมาตลอดเวลา
พระอดิศักดิ์ : เป็นอย่างนั้น

สยามธุรกิจ  : ที่มีคนพูดว่า จะเป็นนิกายใหม่อะไรอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นประเด็นที่จะต้องมาวิเคราะห์
พระอดิศักดิ์  : ไม่ใช่เป็นนิกายใหม่ เป็นการหลอกลวง

สยามธุรกิจ  : เนื่องจากทางวัดมีรายรับเยอะ มีการซื้อความสนับสนุนจากผู้มีอำนาจทั้งจากฆราวาสและบรรพชิตบ้างไหม
พระอดิศักดิ์  : ครั้งหนี่งเคยทะเลาะกับอาตมา เขาให้อาตมาเซ็นเช็คจ่ายเงินกี่แสนแล้วจำไม่ได้ ซื้อพระรูปหนึ่ง เพราะพระรูปนั้นต่อไปมีโอกาสเป็นพระผู้ใหญ่ โดยพูดว่าเราซื้อเอาไว้ใช้สักคนไม่ได้เชียวหรือ อาตมาก็บอกว่า เงินนี้เขามาบริจาคสร้างวัด ถ้าเอาไปซื้อพระมันผิดวัตถุประสงค์ อาตมาก็ไม่ยอมเซ็นเช็คให้ เมื่ออาตมาไม่ยอม ก็รู้สึกโกรธแต่ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็เลยหาเงินก้อนใหม่ที่ไม่ผ่านบัญชีมาให้ ซื้อพระองค์นั้น ความที่อาตมาไม่ยอม กลายเป็นที่เขม่นของพระองค์นั้น เมื่อเขาเป็นใหญ่เป็นโต ซึ่งขณะนี้พระองค์นี้มีตำแหน่งใหญ่จริง ๆ

สยามธุรกิจ  : พระไชยบูรณ์จ่ายเงินมากไหมสำหรับการซื้อตัวพระรูปนั้น
พระอดิศักดิ์  : มากหรือไม่ต้องไปถามพระมโน พระเมตตาเพราะท่านอยู่ใกล้ชิดข้อมูล จ่ายเท่า ไหร่ จ่ายอะไรบ้าง

สยามธุรกิจ  : กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นกับพระรูปเดียว
พระอดิศักดิ์  : เท่าที่รู้มีหลายรูป

สยามธุรกิจ เห็นบอกว่ามีการซื้อรถเบนซ์ให้พระบางรูป
พระอดิศักดิ์ : ใช่ เบนซ์ 500

สยามธุรกิจ  : รูปเดียวกันกับที่เอ่ยถึงเมื่อกี้
พระอดิศักดิ์  : คนละรูป ที่ให้เบนซ์ 500 รู้สึกว่าจะให้กันเป็นประจำ ให้เพื่อซื้อยศ 2-3 คน ซี่ง เงินที่ใช้ซื้อยศเป็นเงินของชาวบ้านทั้งนั้น เดิมทีเราบอกว่า ไม่เอายศ ตอนนี้ต้องไล่ซื้อ

สยามธุรกิจ  : นอกจากได้ยศแล้วได้แบกอัพจากพระผู้ใหญ่ด้วย
พระอดิศักดิ์  : ใช่ทุกอย่าง

สยามธุรกิจ   : มีผู้ที่เป็นทั้งพระ ทั้งสานุศิษย์เดิม ๆ ที่เห็นข้อเท็จจริงแล้วถอยออกมาบ้างไหม
พระอดิศักดิ์  : มีอยู่เยอะ จำนวนมหาศาล แต่บุคคลเหล่านี้ไม่กล้าเปิดเผยตัว เพราะอิทธิพลเขามาก ทั้งอิทธิพลทางฆราวาสและในวงศาสนามากมายมหาศาล แม้ความชั่วของเขามากมายขนาดนี้ เขายังลอยนวลได้

สิ่งที่อยากพูด คือ การบิดเบือนหลักพระพุทธศาสนา คือ เขาจะเชิญชวนญาติโยมไปทำบุญในวันอาทิตย์ทุกต้นเดือน อันนี้สำคัญที่สุด จุดนี้คือจุดหาเงิน คนเก็บหอมรอบริบเพื่อไปซื้อบุญมีเป็นจำนวนมาก เพราะเขาโฆษณาว่า การทำบุญในวันอาทิตย์ต้นเดือนหนึ่งครั้ง ได้บุญกว่าการทำบุญ กับพระพุทธเจ้าจริง ๆ เสียอีกมากกว่าเป็นอสงไขยเท่า

ไชยบูลย์ให้เหตุผลว่า ยายชีจันทร์สามารถเอาธรรมกายน้อมนำเอาอาหารที่ชาวบ้านไป ถวายมากลั่นเป็นอาหารทิพย์ เอากายมนุษย์ที่ละเอียดมาไว้ที่ศูนย์กลางของยายชี นี่เป็นคำพูดของนายไชยบูลย์ จากนั้นก็กลั่นให้ละเอียดขึ้นพระนิพพาน ซี่งคำสอนอย่างนี้ชัดต่อหลักพระพุทธศานานอกจากนี้แล้ว การกลั่นอาหารทิพย์เอาไปถวายพระพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนมี บุญนับไม่ถ้วน แม้เราตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายอย่างมากเจอแค่พระพุทธเจ้าองค์เดียว

แต่ด้วยความวิเศษของยายชีจันทร์ บวกด้วยความสามารถของนายไชยบูลย์ ทำให้เราทุกคนสา มารถเอากายขึ้นไปเที่ยวพระนิพพานได้ เหมือนอย่างจัมโบ้เจ็ต มีโอกาสน้อมนำอาหารทิพย์พระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าสวดมนต์อวยพรเจ็ดวันเจ็ดคืน บุญนี้ไหลหลั่งนับไม่ถ้วน คำสอนดังกล่าวนี้นับว่า อุตริมากเป็นการทำลายหลักการพระพุทธศาสนาอย่างยับเยิน

เพราะหากทำตามคำสอนดังกล่าวแล้วเราไม่ต้องทำความดีอะไรอีกแล้ว เพราะเสียเงินไม่กี่บาท อาศัยชีจันทร์หลับตาหน่อยเดียวก็ได้บุญมหาศาล เป็นคำสอนวิปริต ตกลงคนไม่ต้องคิดถึงความดีอย่างอื่น ไม่ต้องทำภาวนาอะไรทั้งสิ้น แม้โจรยังสามารถไปนิพพานได้ เพราะขอให้ไปวันนั้นจะได้บุญมหาศาล ฉนั้นไม่จำเป็นต้องทำความดี แม้ทำความชั่วยังไปสวรรค์ได้ นิพพานได้ รอวันนี้วันเดียววันอาทิตย์ต้นเดือน

อยากให้สื่อเขียนเรื่องถวายข้าวพระและการปัดระเบิด เพราะในวันอาทิตย์ที่ 27 นี้เขานัดชุมนุมสาวกไปวันเกิดยายชีจันทร์ คนจะได้รู้ว่า ยายชีเป็นตัวปลอม แล้วจะได้รู้ว่า การปัดระเบิดเป็นบาปมหาศาล เพราะถ้าทำอย่างนั้นจริง ๆ ตายไปตกนรกขุมอเวจีเป็นอย่างน้อยเพราะฆ่าคนเป็นแสน ๆ แล้ว


MANA PRADITKET

MANA PRADITKET
Handpainted oil painting by Mana Praditket

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
Original handpainted oil painting by Niran Paijit

PRAYAD TIPPAWAN

PRAYAD TIPPAWAN
ORIGINAL IMPRESSIONAL OIL PAINTING BY PRAYAD TIPPAWAN

Achara 34 (24x36)

Achara 34 (24x36)
ORIGINALl OIL PAINTING

Amornsak Livisit 74 (24x36)

Amornsak Livisit 74 (24x36)
ORIGINAL OIL PAINTING, Impressionist style

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)

Suwan Khanboon 11 (24x24 inches)
Original handpainted oil painting abstract style

NIRAN PAIJIT

NIRAN PAIJIT
ORIGINAL ABSTRACT STYLE OIL PAINTING BY NIRAN PAIJIT

Chavalit (Pong)

Chavalit (Pong)
PINTO Horses

Komez 78 (22x30)

Komez 78 (22x30)
Original handpainted pastel painting on paper

KOMES

KOMES
Handpainted pastel painting by Komez

PRATHOUN

PRATHOUN
ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING BY PRATHOUN

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
ORIGINAL OIL PAINTING BY THAVORN IN-AKORN (SIZE 20x30")

THAVORN IN-AKORN

THAVORN IN-AKORN
Original oil painting by Thavorn In-akorn

Facebook

Follow by Email


ORIGINAL HANDPAINTED OIL PAINTING

PHOTO GALLERY

PHOTO GALLERY

Facebook

PHOTO GALLERY